จากประสบการณ์ที่ผมบริหารงานในฐานะผู้นำองค์กรหลายแห่ง ผมได้รับข้อคิดอย่างหนึ่งว่า นอกจากองค์กรต้องคิด "จัดหาคนให้เหมาะกับงาน" (put the right man in the right job) แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดควบคู่กันไปคือ "จัดที่ทางให้เหมาะกับคน" (design the right workplace for the right person) ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้คนที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ แต่หากสภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการทำงาน ย่อมส่งผลลดทอนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาไปได้อย่างน่าเสียดาย
ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรจำนวนไม่น้อย อาจไม่ค่อยได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สอดคล้องกับคนทำงานมากนัก เพราะอาจไม่ได้ตระหนักหรือคิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้ว สภาพแวดล้อมในที่ทำงานสามารถส่งอิทธิพลทั้งในมุมบวกและมุมลบได้อย่างมากทีเดียว
การจัดโต๊ะทำงานเหมือนกันหมดทุกแผนกในองค์กร โดยไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดถึงวิธีการทำงานของแต่ละฝ่าย อาจเท่ากับเป็นการละเลยคุณภาพการทำงานของบางฝ่ายไปก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดวางแผน คิดแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งต้องใช้การทำงานเป็นทีม การจัดโต๊ะในลักษณะนั้นอาจทำให้การทำงานไม่สะดวก พนักงานต้องหันกลับไปกลับมาเสมอ การจัดโต๊ะให้หันหน้าเข้าหากัน หรือจัดโต๊ะห่างๆ กัน ห้องหนึ่งมีจำนวนคนไม่มากเกินไป ตกแต่งห้องอย่างดูมีจินตนาการ อาจมีภาพต่างๆ ที่ช่วยเขี่ยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ย่อมช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
สำนักงานบางแห่งต้องการประหยัดต้นทุน จึงกำหนดเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ เช่น ให้เปิดพัดลม และเปิดหน้าต่างระบายอากาศในตอนเช้าแทน เพราะคิดว่าอากาศภายนอกจะยังเย็นสบาย แต่นโยบายเช่นนี้ อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะหากอากาศภายนอกร้อนอบอ้าว อากาศภายในก็อบอ้าว ย่อมทำให้คนทำงานเกิดความอึดอัด อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แทนที่จะประหยัดต้นทุนกลับกลายเป็นต้องเสียต้นทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับผมในฐานะผู้บริหารองค์กรหลายแห่ง ผมจะให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะตระหนักว่าสภาพแวดล้อมขององค์กร มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานทุกคนไม่มากก็น้อย การจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความเหมาะสมกับลักษณะขององค์กร จะมีส่วนช่วยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ทั้งในเชิงขับเคลื่อนไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ การขยายศักยภาพพนักงานแต่ละคนในการทำงาน และการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันขององค์กร ฯลฯ ดังนั้น ในองค์กรที่ผมมีส่วนบริหาร ผมจะพยายามจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยยึดหลัก "คนทำงานเป็นศูนย์กลาง" ให้มากที่สุด ในการจัดการสภาพแวดล้อมขององค์กร จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ โดยผมจะให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ โดยพิจารณาและให้ความสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบเหล่านี้ อาทิ
สอดคล้องกับภาพลักษณ์ขององค์กร
องค์กรจะต้องสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กร ควรจัดสภาพแวดล้อมที่ปรากฏภายนอกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้ผู้ที่มาติดต่อและพนักงานทุกคนตระหนัก
ในตัวตนขององค์กรร่วมกัน สำหรับองค์กรที่ผมบริหารอยู่นั้น มีสองลักษณะ ลักษณะแรกเป็นองค์กรเชิงธุรกิจ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโปรแกรม/หนังสือคอมพิวเตอร์และบริการด้านการท่องเที่ยว การจัดสภาพแวดล้อมในองค์กรจึงเน้นความทันสมัย ตั้งแต่ อาคารสำนักงาน สถานที่ต้อนรับ ห้องทำงานในแผนกต่างๆ ฯลฯ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยในนวัตกรรมและเทคโนโลยี เมื่อลูกค้าเข้ามาติดต่อในสำนักงานจะเกิดความประทับใจในองค์กร ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และการบริการ และที่สำคัญเกิดความมั่นใจในภาพลักษณ์ทางธุรกิจที่มีความมั่นคงและเป็นผู้นำในด้านดังกล่าว นำมาซึ่งการติดต่อและดำเนินธุรกิจกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง
องค์กรอีกลักษณะหนึ่งที่ผมบริหารอยู่นั้นเป็นองค์กรเกี่ยวกับงานทางด้านวิชาการและการวิจัย ดังนั้นองค์กรจะต้องมีภาพลักษณ์ที่มีความ น่าเชื่อถือในลักษณะเป็นสถาบันทางวิชาการและการวิจัย โดยจะให้ความสำคัญกับศูนย์ข้อมูลที่มีความพร้อมในด้านข้อมูลที่เป็นเอกสาร มีการจัดเอกสารเป็นหมวดหมู่ ห้องทำงานนักวิจัยที่มีความเป็นระเบียบ และการบริการข้อมูลทางอินเทอร์เนตให้กับผู้มาติดต่อหรือลูกค้าที่ให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารที่องค์กรเปิดให้บริการ เป็นต้น
สอดคล้องกับแต่ละฝ่ายในองค์กร
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของการจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน คือ การพิจารณาโครงสร้างภายในองค์กรว่ามีฝ่าย มีแผนกอะไรบ้าง เพื่อจัดให้เหมาะสม ฝ่ายที่เกี่ยวกับการผลิตนวัตกรรมประเภทหนังสือและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ห้องทำงานจะต้องมีความทันสมัย มีความพร้อมของเทคโนโลยีในการส่งเสริมผลิตผลงาน เพื่อทำให้พนักงานเกิดความสะดวกสบายในการทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตงาน หากเป็นฝ่ายวิจัยทางด้านวิชาการ ที่ต้องการสมาธิในการทำงาน อาจต้องจัดให้มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะทำงานเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนของแต่ละคนในการคิดงาน และมีชั้นวางหนังสือ/เอกสารให้กับนักวิจัยแต่ละคนเพื่อสะดวกในการหยิบใช้เอกสาร เป็นต้น
ในส่วนของห้องประชุมซึ่งใช้เป็นที่ประชุมของแต่ละฝ่ายและการประชุมรวมขององค์กร ซึ่งมีความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์และเป้าหมายขององค์กร การจัดห้องประชุมจะมีลักษณะที่ทำให้ทุกคนในองค์กรมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น การจัดวางตำแหน่งโต๊ะ เก้าอี้ การใช้สีภายในห้อง และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นกันเอง และนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดในการประชุม
พนักงานเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
การจัดวางตำแหน่งโต๊ะทำงาน ทั้งของฝ่ายและของพนักงานแต่ละคน จะคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานของทุกคนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และความสุขในการทำงานของพนักงานทุกคน เช่น พื้นที่ของห้องทำงานที่จะไม่เกิดความอึดอัดหรือรู้สึกคับแคบในการทำงาน การมีสมาธิในการคิดงานทำงานโดยไม่ถูกรบกวนจากสภาวะแวดล้อมภายนอก หรือการจัดให้มีตู้ปลาเล็กๆ ไว้ในห้องทำงาน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างทำงานด้วยการให้อาหารปลาหรือมองปลาว่ายน้ำไปมา การควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เพราะโต๊ะพนักงานที่ไม่มีการจัดเอกสารอย่างเป็นระเบียบ ปล่อยเอกสารกองพะเนินบนโต๊ะ อาจจะลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของตนและก่อให้เกิดมลภาวะต่อเพื่อนร่วมห้องทำงานได้ เป็นต้น
องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมในองค์กร ย่อมสร้างภาพลักษณ์และความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจกับลูกค้า ตลอดจนสนับสนุนให้พนักงานเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน นำมาซึ่งการปลดปล่อยศักยภาพ การเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน และไปถึงเป้าหมายและผลสำเร็จที่ตั้งไว้ขององค์กร
Showing posts with label องค์กร. Show all posts
Showing posts with label องค์กร. Show all posts
Saturday, January 17, 2009
Wednesday, December 3, 2008
"8 มุมดีๆ" ในภาวะวิกฤติ
"8 มุมดีๆ" ในภาวะวิกฤติ
ในภาวะวิกฤติที่หลายๆ ธุรกิจกำลังเริ่มเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน และหลายๆ ธุรกิจเริ่มถูกผลกระทบอย่างรุนแรง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อย่างไรก็แล้วแต่ ผมกลับมองเห็น *"มุมดีๆ"*ที่เกิดขึ้นและแทรกตัวอยู่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ และผมเชื่อว่า ผู้นำขององค์กรทุกๆ ธุรกิจ ถ้าลองมองดีๆ ก็จะเห็นประโยชน์ที่เกิดจากมุมดีๆ อย่างที่ผมเห็นเช่นกัน
*มุมดีๆ อันแรก*… เราจะเห็นความระมัดระวัง ในการขับเคลื่อนธุรกิจของผู้นำองค์กร ที่จะคิดก่อนทำ วิเคราะห์ก่อนจ่าย เรียกว่าใช้เงินเป็นมากกว่าตอนภาวะเศรษฐกิจดี ไม่บุ่มบ่าม ไม่ลงทุนแบบเลอะเทอะ หรือมั่นใจแบบไร้สติเหมือนที่เคยทำกันมา
*มุมดีๆ อันที่สอง*.. เราจะเห็นความตื่นตัว เห็นความทุ่มเท เห็นความขยันมากขึ้นของทีมงาน…เพราะเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าขืนขี้เกียจเฉื่อยแฉะเหมือนที่เคยทำในทุกๆ วันที่ผ่านมา ก็จะกลายเป็นพนักงานกลุ่มแรกๆ ที่อาจจะต้องตกงาน เพราะจะมีทั้งบัณฑิตจบใหม่และคนที่ต้องออกจากงาน มาให้เลือกอีกมากในเร็วๆ นี้
*มุมดีๆ อันที่สาม*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นหาไปจนถึงค้นพบ ตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่กำลังตายไปพร้อมภาวะวิกฤติ และเราจะเลิกยึดติดแต่ตลาดเดิมๆ เพื่อเดินไปหาและสร้างตลาดใหม่ๆ ในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่สี่*… มุมนี้สำคัญมากๆ ในความคิดเห็นของผม..เพราะเราจะมีโอกาส "ได้คิดกลยุทธ์ใหม่ๆ" ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพของทั้งตนเองและทีมงานมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแค่อยู่รอด หรือเพื่อให้รุ่ง ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาสและความสามารถที่ท่านจะรีดออกมาจากตัวท่านเองในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่ห้า*…. เกือบทุกบริษัท จะเริ่มให้ความสำคัญ ให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่ปากแต่ปฏิบัติอีกอย่างในช่วงที่ลูกค้าหาง่าย) เมื่อลองได้ใกล้ชิดและใส่ใจกับลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น ก็จะเริ่มค้นพบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามากยิ่งขึ้น นั่นก็คือโอกาสที่หาได้ยากในภาวะปรกติ
*มุมดีๆ อันที่หก*… หลายๆ บริษัทจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องของสินค้า เพราะค้นพบแล้วว่า สินค้าเดิมไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ๆ ให้มาสนใจ สินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่คือโอกาสที่เกิดจากวิกฤติ
*มุมดีๆ อันที่เจ็ด*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มยกระดับการให้บริการ จากเดิมที่ล่าช้าก็ทำให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ไม่มีความแตกต่างกับคู่แข่งก็จะสร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องการบริ การ และบางบริษัทที่เก่งก็จะค้นพบว่า บริการที่ดีสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างทันที
*มุมดีๆ ที่แปด*…หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นพบแล้วว่า…ทีมงานทุกหน่วยงานในองค์กร ใครคือทีมงานที่สร้างคุณค่าให้กับหน่วยงานและองค์กร ใครคือทีมงานที่จะเป็นกำลังหลักในการร่วมกันนำองค์กรฝ่าฟันภาวะวิกฤติ และใครคือทีมงานที่…มักจะเอาตัวรอดหรือโดดหนีทันทีเมื่อเจอพายุกระหน่ำ
มุมดีๆ ยังมีมากกว่านี้…แต่เพียงแค่นี้ ผมก็คิดว่า คุ้มค่าแล้วครับที่เราจะมอง "วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น"ในมุมใหม่ ในทางสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะมานั่งตกอกตกใจแบบกระต่ายตื่นกลัว เสียเวลาเปล่าๆ
เอาเวลาที่จะไปคิดปลดคนก่อนที่จะแก้ไข หรือใช้ศักยภาพคนที่มีอยู่ เอาเวลาที่จะไปนั่งอ่านข่าวแล้วตกใจแบบไร้สติมาคิดมาหา
มามองมุมดีๆ อย่างจริงจังกันดีกว่า..
เพราะถ้ายิ่งมองช้าหรือหาไม่พบ..ก็อาจจะพบจุดจบเหมือนหลายๆ ธุรกิจที่กำลังเป็นก็ได้นะครับ
เรื่อง : ธีรพล แซ่ตั้ง
ในภาวะวิกฤติที่หลายๆ ธุรกิจกำลังเริ่มเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน และหลายๆ ธุรกิจเริ่มถูกผลกระทบอย่างรุนแรง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อย่างไรก็แล้วแต่ ผมกลับมองเห็น *"มุมดีๆ"*ที่เกิดขึ้นและแทรกตัวอยู่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ และผมเชื่อว่า ผู้นำขององค์กรทุกๆ ธุรกิจ ถ้าลองมองดีๆ ก็จะเห็นประโยชน์ที่เกิดจากมุมดีๆ อย่างที่ผมเห็นเช่นกัน
*มุมดีๆ อันแรก*… เราจะเห็นความระมัดระวัง ในการขับเคลื่อนธุรกิจของผู้นำองค์กร ที่จะคิดก่อนทำ วิเคราะห์ก่อนจ่าย เรียกว่าใช้เงินเป็นมากกว่าตอนภาวะเศรษฐกิจดี ไม่บุ่มบ่าม ไม่ลงทุนแบบเลอะเทอะ หรือมั่นใจแบบไร้สติเหมือนที่เคยทำกันมา
*มุมดีๆ อันที่สอง*.. เราจะเห็นความตื่นตัว เห็นความทุ่มเท เห็นความขยันมากขึ้นของทีมงาน…เพราะเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าขืนขี้เกียจเฉื่อยแฉะเหมือนที่เคยทำในทุกๆ วันที่ผ่านมา ก็จะกลายเป็นพนักงานกลุ่มแรกๆ ที่อาจจะต้องตกงาน เพราะจะมีทั้งบัณฑิตจบใหม่และคนที่ต้องออกจากงาน มาให้เลือกอีกมากในเร็วๆ นี้
*มุมดีๆ อันที่สาม*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นหาไปจนถึงค้นพบ ตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่กำลังตายไปพร้อมภาวะวิกฤติ และเราจะเลิกยึดติดแต่ตลาดเดิมๆ เพื่อเดินไปหาและสร้างตลาดใหม่ๆ ในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่สี่*… มุมนี้สำคัญมากๆ ในความคิดเห็นของผม..เพราะเราจะมีโอกาส "ได้คิดกลยุทธ์ใหม่ๆ" ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพของทั้งตนเองและทีมงานมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแค่อยู่รอด หรือเพื่อให้รุ่ง ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาสและความสามารถที่ท่านจะรีดออกมาจากตัวท่านเองในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่ห้า*…. เกือบทุกบริษัท จะเริ่มให้ความสำคัญ ให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่ปากแต่ปฏิบัติอีกอย่างในช่วงที่ลูกค้าหาง่าย) เมื่อลองได้ใกล้ชิดและใส่ใจกับลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น ก็จะเริ่มค้นพบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามากยิ่งขึ้น นั่นก็คือโอกาสที่หาได้ยากในภาวะปรกติ
*มุมดีๆ อันที่หก*… หลายๆ บริษัทจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องของสินค้า เพราะค้นพบแล้วว่า สินค้าเดิมไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ๆ ให้มาสนใจ สินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่คือโอกาสที่เกิดจากวิกฤติ
*มุมดีๆ อันที่เจ็ด*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มยกระดับการให้บริการ จากเดิมที่ล่าช้าก็ทำให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ไม่มีความแตกต่างกับคู่แข่งก็จะสร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องการบริ การ และบางบริษัทที่เก่งก็จะค้นพบว่า บริการที่ดีสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างทันที
*มุมดีๆ ที่แปด*…หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นพบแล้วว่า…ทีมงานทุกหน่วยงานในองค์กร ใครคือทีมงานที่สร้างคุณค่าให้กับหน่วยงานและองค์กร ใครคือทีมงานที่จะเป็นกำลังหลักในการร่วมกันนำองค์กรฝ่าฟันภาวะวิกฤติ และใครคือทีมงานที่…มักจะเอาตัวรอดหรือโดดหนีทันทีเมื่อเจอพายุกระหน่ำ
มุมดีๆ ยังมีมากกว่านี้…แต่เพียงแค่นี้ ผมก็คิดว่า คุ้มค่าแล้วครับที่เราจะมอง "วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น"ในมุมใหม่ ในทางสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะมานั่งตกอกตกใจแบบกระต่ายตื่นกลัว เสียเวลาเปล่าๆ
เอาเวลาที่จะไปคิดปลดคนก่อนที่จะแก้ไข หรือใช้ศักยภาพคนที่มีอยู่ เอาเวลาที่จะไปนั่งอ่านข่าวแล้วตกใจแบบไร้สติมาคิดมาหา
มามองมุมดีๆ อย่างจริงจังกันดีกว่า..
เพราะถ้ายิ่งมองช้าหรือหาไม่พบ..ก็อาจจะพบจุดจบเหมือนหลายๆ ธุรกิจที่กำลังเป็นก็ได้นะครับ
เรื่อง : ธีรพล แซ่ตั้ง
Subscribe to:
Posts (Atom)