Friday, March 6, 2009

ยา...มหัศจรรย์สำหรับคุณ

ช่วยส่งต่อก็ได้บุญแล้ว มีญาติที่เป็นเองแล้วคุณจะเข้าใจ! สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือชื่อ ' ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ ' เช่น
1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง
2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว
3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด
4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี
5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง
6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ( ปลาโอ ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง
7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป
8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี ( ไม้เมืองหนาว ) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้
9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้
10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้
11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี
12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย
13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้ ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้ พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป .
14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี
15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน
16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้
17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก
18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี ' โมโรอันแซตเทอเรต '
19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี
20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้ มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะอาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร
12. มะเร็งทรวงอก - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ **** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใ ช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิด สำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6 วัน วิธีรักษา *** ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด หากท่านผู้อื่นรับทราบด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน ท่านและครอบครัวจะประสบแต่ความสุข

หอศิลปแห่งกรุงเทพ ปทุมวัน





Have You Ever Been There ?

Thursday, March 5, 2009

คู่มือเขียนบล๊อก

คู่มือเขียนบล๊อก ดีมากๆ
ข้อมูลจาก http://pamame.com/index.php/2008/09/27/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%84/ ลองคลิกดูนะ
By Peungae

เปเปอร์มาเช่ เก้าอี้เพื่อน้องพิการ


พึ่งรู้นะค่ะ ก็เลยอยากเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันเผื่อท่านอื่นๆ ยังไม่รู้ เพราะมีประโยชน์มากนะค่ะ
ขอฝากด้วยนะค่ะ กระจายความน่ารู้สิ่งนี้ให้ผู้อื่นด้วยนะค่า


เนื่องด้วย สถาบันราชานุกูลhttp://www.rajanukul.com/ ได้จัดทำโครงการ ''เปเปอร์มาเช่ เก้าอี้เพื่อน้องพิการ'' กิจกรรมสร้างเก้าอี้จากกระดาษและลังกระดาษ สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและมีปัญหาพิการซ้ำซ้อนที่ไม่สามารถนั่งเองได้ รวมถึงการจัดอบรมพ่อแม่ ผู้ปกครอง หน่วยงานและอาสาสมัคร สำหรับผลิตเครื่องมือช่วยหลือเด็กพิการจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อลดต้นทุนอุปกรณ์ที่มีราคาสูง รวมถึงแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่ขาดทุนทรัพย์อีกทางหนึ่ง
แต่เนื่องจากทางโครงการ เปเปอร์มาเช่ เก้าอี้เพื่อน้องพิการ ยังขาดแคลนวัสดุที่จะนำมาประกอบเป็นเก้าอี้เปเปอร์มาเช่ อยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอความความร่วมมือสำหรับท่านใดที่ประสงค์ร่วมบริจาคกระดาษสี สามารถติดต่อได้ที่ ตึกวิจัย ชั้น 2 สถาบันราชานุกูล ถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 หรือ
โทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2245 4601-5 ต่อ 4906 , 5801 และโทร. 0 2640 2036
ลงประกาศเมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ข้อมูลจาก http://guideubon.com/news/view.php?t=107&s_id=19&d_id=19
By Peungae

เรื่องน่ารู้ของคนช่างดูช่างเก็บมาฝาก










ช่อง7 รายการคลับ7
ไปมุมไบ ที่อินเดีย พระที่นั่นละซึ่งกิเลสทุกอย่าง นิกายเศวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว ไม่อาบน้ำ ผม และหนวดเคราใช้วิธีการดึงหรือถอน สีหน้าและอารมณ์ห้ามบ่งบอกถึงความเจ็บ ทุกอย่างต้องเป็นปกติ ไม่น่งห่มเสื้อผ้า คนที่นั่นที่พบเห็นจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เวลาเห็นพระเดินออกมาจะเข้าไปจับมือแสดงถึงความเคารพ ฉันอาหารเพียง 1 มื้อเท่านั้น และไม่สามารถกินอย่างอื่นได้อีก เรียกศาสนานี้ว่า ศาสนาเชน ซึ่งเป็นศาสนาที่สอนเหมือนศาสนาพุทธ แต่การดำเนินชีวิตแตกต่างกัน คนที่จะมาเป็นพระในศาสนาเชนได้นั้น มิได้เป็นกันง่ายเหมือนบ้านเราเพราะจะต้องละทุกอย่างได้จริง และที่นั่นมีพระแบบนี้ไม่กี่องค์ ใครที่บวชเป็นพระในศาสนาเชนได้ เค้าถือว่าเป็นคนที่สุดยอดแล้ว หาไปเที่ยวซึ่งหลายคนน่าจะเคยเห็นแล้วพิธีกรบอกว่าที่นี้ธุรกิจซักผ้ามีคนงานทั้งหมด800 คน มีคนผลัดเว้นกันทำ ที่แปลกแต่ดีคือราวตากผ้าที่เห็นไม่มีส่วนไหนเลยที่ถูกยึดกับพื้น แต่จะมัดโดยใช้วิธีชาวบ้านยึดกันและกันเหมือนพึ่งพากัน แถมไม่ใช่ไม้หนีบด้วย สุดยอดค่ะ
ศาสนาเชน ศาสนาเชน เรียกอีกอย่างว่า ไชนะ หรือ ชินะ แปลว่า ผู้ชนะ เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย อนุมาลราวกาลยุคเดียวกับพุทธสมัย ซึ่งมีหลักฐานว่า พระสมนโคดมพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ก็ได้เสด็จไปศึกษาในสำนักเชนมีศาสดาคือพระมหาวีระพระมีการตัดกิเลสคือไม่ต้องนุ่งผ้า คือ นิครนถ์ แปลว่าไม่มีกิเลสผูกรัด ศาสนานี้ไม่นับถือพระเจ้าคล้ายกับศาสนาพุทธ
ข้อปฏิบัติของผู้ครองเรือน 11 ข้อ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการลักฉ่อ สันโดษในลูกเมียตน มีความปรารถนาพอสมควร เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นอาหาร อยู่ในเขตของตนตามกำหนด พอดีในการบริโภค เป็นคนตรง บำเพ็ญพรตประพฤติวัตรในคราวเทศกาล รักษาอุโบสถ บริบูรณ์ด้วยปฏิสันถารต่ออาคัข้อปฏิบัติของบรรพชิต
ข้อปฏิบัติของบรรพชิต 1.ห้ามประกอบเมถุนธรรม 2.ห้ามเรียกสิ่งต่างๆว่าเป็นของตนเอง 3.กินอาหารเที่ยงแล้วได้ แต่ห้ามกินในราตรี
รัตนตรัยเชน สัมมากัมมันต ความประพฤติชอบ // สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ //ความเห็นชม
เมื่อพระมหาวีระสิ้นไปแล้วศาสนิกก็แตกแยกกันปฏิบัติหลักธรรม จากหลักธรรมที่เรียบง่ายก็กลาย เป็น ยุ่งเหยิง พ.ศ. 200
ก็แตกเป็น 2 นิกาย คือ 1.นิกายทิคัมพร นุ่งลมห่มฟ้า 2.นิกายเศวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว
คัมภีร์ทางศาสนา คือ คัมภีร์อาคมะ หรือ อาคม
ข้อมูลที่หาได้ จาก http://blog.spu.ac.th/Apenan/2008/07/15/entry-3
มาแบ่งปันความรู้ เพราะหลายคนอาจไม่รู้มาก่อน และอาจเข้าใจผิด
พิธีกรรายการ2ช่องบอกไว้ วันที่ 3 มีค 52 ช่อง3
คนที่ระลึกชาติ ครูบัวไข รายการตี10 ต.บ้านเขาพระ จ.พิจิตร
กล่าวว่า มีข้อความที่สามารถแปลความหมายได้ มีให้เลือก 2 ทาง เพราะตอนที่เสียชีวิตก็มีให้เลือก2ทางคือทางรกและทางเรียบ
แต่สำหรับคุณ 2ทางให้เลือกคือ
1. ทำในสิ่งที่ดี ถูกต้อง
2. ทำในสิ่งที่ผิด แค่คิดก็ผิดแล้ว
คำกล่าวสุดท้าย กล่าวไว้ว่า คนที่ทำบาปมิต้องรอถึงชาติหน้า ท่านจะได้รับกรรมที่ก่อในชาตินี้
สามารถดูได้จากบทสัมภาษณ์จริงในรายการ
http://video.showded.com/watch?vdoId=55446
By Peungae

Saturday, February 28, 2009

Ted Talk By Go Training Magazine







Posted by Picasa

เมื่อคืนนอนดึกทำโน้นทำนี้แถมเป็นหวัดอีก ตื่นมาตอนเช้าของวันนี้วันที่ 27 กพ 52 ประมาณ 9.00 น.ซึ่งตอน 7.30 แฟนได้โทรมาหาทุกเช้าก่อนเข้าทำงานอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นผลเพราะด้วยของฤทธิ์ยา เมื่อคืนกินยาแอทติเฟดที่คนส่วนใหญ่รู้จักเพราะยาชนิดนี้ลดน้ำมูกชงัก และทำให้หลับดี สบาย และไม่มีน้ำมูกในวันรุ่งขึ้น รีบอาบน้ำแต่งตัว ให้อาหารแก่น้องดรากอนเพราะกลัวว่าเลยเวลามันจะไม่กินอาหารแต่จะกินตัวเองแทน สุนัขร๊อตไวเลอร์หน้าตาดีชื่อจริง ดรากอน แปลว่ามังกร พอดีช่วงนั้นเรื่องแม่โขง ที่คุณพีท ทองเจือเล่น กำลังสนุก แถมมีชื่อเป็นญี่ปุนด้วยคือ ดากิโน๊ะ ช่วงนั้นละครญี่ปุ่นดังอีก อินเทรนซะเลย เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ออกเดินทางไปทำงาน ซึ่งใช้เวลา 10-15 นาทีก็ถึง จนลืมเปิดกรงให้น้องสุนัขออกมาเที่ยวเลยค่ะ พอถึงออฟฟิคก็จะ 10.00 น.แล้ว มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่พร้อมทำงาน คืออะไรรู้มั้ยค่ะ นั่นคือดวงตานี้แหละค่ะ มันยังหลับอยู่เลย แต่ก็ต้องตื่นเพราะวันนี้ต้องเอาหนังสือกล่องใหญ่ 2 กล่องไปส่งให้ กับผู้เขียนหนังสือเรื่องมองผ่านจาน ซึ่งเป็นหนังสือที่สุดยอด ให้ความรู้ถึงแม้ว่าอาจาร์ยจะไม่ใช่มืออาชีพแต่ถือว่าให้ความรู้เยอะมากมาย ก่อนหน้านี้เคยได้รับเมลจากอาจาร์ยขวัญฤดีว่าให้ช่วยส่งอีเมลงาน Ted Talk ของ Go Training ให้หน่อย อ่ะน่ะ ก็ส่งไป และตอนอ่านเมลดูก็รู้สึกว่าอยากไปร่วมฟังด้วยค่ะ เพราะมีแต่บุคคลที่น่าฟังและนำแนวคิดมาใช้ทั้งนั้นเลย ตอนเช้าว่าอย่างที่บอกว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไรแต่ก็แต่งตัวใส่เสื้อทีมคือเรียกว่าพร้อมแล้ว แต่มาถึงบอกอาจาร์ยขวัญฤดีว่าพร้องแล้วแต่ไม่ไปได้ไหมเพราะตายังไม่ตื่นเลยค่ะ อาจาร์ยบอกว่าเห็นว่าอาจาร์ยธัญญามีอะไรให้ทำในงาน ก็เลยคิดว่าคงต้องไปแล้วล่ะ และเมื่อมาถึงงานในใจบอกว่าถ้าไม่มาเสียดายแย่เลย เพราะสุดยอดทุกคน ขออภัยค่ะ
ท่านที่ 1 ไม่ได้เข้ามาฟัง แต่เสียดายค่ะที่ไม่ได้เข้าพอดีเก็บรายละเอียดอยู่หน้างานน่ะค่ะ แต่ก็ได้ถามนะค่ะว่าท่านแรกถือได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสาร และพูดเกี่ยวกับเรื่องลูกโซ่
ท่านที่ 2 อ.เกรียงศักดิ์ ที่สอนเกี่ยวกับเรื่อง Coaching จิงค่ะที่อาจาร์ยสอนเห็นด้วยค่ะ
ที่จับได้คือ 1. คนเรามักไม่มีการเปลี่ยนแปลง 2. สอนยังไงก็ไม่เวริค์ 3. Coach คนต่างชาติ 4. ผู้บริหารเก่งแต่มีลูกน้องไม่เก่ง 5. คนที่เข้ามาใหม่มาเป็นผู้บริหาร ไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมขององค์กร 6. อยากเปลี่ยนใครสักคนแต่เปลี่ยนไม่ได้เพราะตัวเค้าไม่อยากเปลี่ยน 7. Coach ไม่ได้ ช่วยไม่ได้ปล่อยไปตามกรรมหรือไปที่ชอบที่ชอบ 8. รับFeedback ไม่ได้ ไม่มีกระจก 9. Coach ให้ออกจากงานไปเลยนั้นเป็นสิ่งที่ดี 10. Coach ส่วนใหญ่แล้วจะทำกับคนติดเพดานไม่ได้ เพราะเป็นได้แค่นี้เป็นมากกว่านี้ไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับศักยภาพ เห็นด้วยค่ะ
ท่านที่ 3 คุณหนูดี พูดถึงเรื่องอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ทันทีและไม่คาดฝันก็มีหรือไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งหลายคนก็เป็นหรือเคยเกิดกับตนเอง ฟังก็รู้บ้างค่ะ ที่ไม่รู้ก็เก็บมาเป็นความรู้ ที่จับได้คือ การที่คนเรานอนก่อน 24.00 น. จะมีสารที่ทำให้เรามีความสุขมาก อมิดดาหลา/อมิดดา Hijack ต้องศึกษาเพิ่มค่ะ เพราะการทำซ้ำจะเกิดผลดีกับตัวเราเอง
ท่านที่ 4. คุณสมศักดิ์ ชลาชล ช่างตัดผมมือ 1 ของประเทศไทย และมีหลายสาขา คุณสมศักดิ์เป็นคนไม่อยู่นิ่ง ชอบสร้างสรรค์ผลงานตลอดเวลา ชอบพัฒนาการตัดผมไทยซึ่งเป็นอาชีพของคุณสมศกดิ์ คุณสมศักดิ์บอกว่าการทำซ้ำๆ จะเกิดความสร้างสรรค์ จนมีตอนหนึ่งที่เป็นวิธีที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จในซอยทองหล่อ ร้านชลาชลอยู่ข้างๆกับธนาคารกรุงเทพ วันหนึ่งอยากเช็คเรทติ้ง
ในซอยจะมีรถสองแถวคุณสมศักดิ์เลยไปบอกว่าจะไปร้านชลาชล คนขับตอบว่าไม่รู้จัก แค่นั่นแหละคุณสมศักดิ์เลยเล่ายาวเลย จนเดี๋ยวนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก อีกเรื่องหนึ่งที่ฮา คือคำว่า Hi - So ที่เรารู้จักและเข้าใจ คุณสมศักดิ์พูดว่าชั้นนี้แหละ Hi - So ไม่ปฎิเสธแล้วไงล่ะดังตูม คนรู้จักทั่วนี้คือวิธีสร้างแบรนแบบหนึ่ง ถามต่อไปอีกว่าทำใมเวลาไปสมัครงานไม่มีใครเขียนลงไปที่ช่องความสามารถพิเศษว่า ผมสามารถหุงข้าวโดยเม็ดข้าวเรียงตัวสวย มีแต่เขียนว่าทำ Word Excel เป็น ดิฉันคิดว่าน่าจะมีคนอยากเขียนนะค่ะแต่ที่ไม่เขียนเนี่ยเพี่อคนไทยรับไม่ได้ ก็เหมือนเวลาไปสมัครงานนั่นแหละค่ะ ถ้าเป็นจุฬา ธรรมศาสตร์ ภาษีดีกว่าเยอะ แต่ถ้าเป็นเอกชน ก็ว่าไปตามเรื่อง แถมน่าน้อยเนื้อต่ำใจกับพวกที่จบราชภัก อันนี้สมัครมาทีไรลงถังขยะทุกที จิงๆแล้วคนไทยหรือผู้ใหญ่ก็ชอบมองอะไรแบบเดิมๆ นะค่ะ โดยไม่คำนึงว่าจบที่ไหนถ้ามีความขยัน รักในหน้าที่ มีความสามารถ ก็น่าจะรับไม่เคยให้โอกาสเลย มีเพื่อนเคยทำงานที่บริษัททัวร์ ได้เงินเดือน 12000 เพราะพึ่งเข้าไปทำงานได้ 2 เดือน แต่จบม.เอกชน แถมทำได้ทุกอย่างค่ะเพราะเคยทำงานจากที่อื่นมาแล้ว 2 ปี ปรากฎว่าเจ้าของเป็นประเภทไม่ให้โอกาส รับเด็กจุฬาเข้ามาทำงาน แถมไม่เคยผ่านงานด้านนี้มา สิ่งที่เค้าทำได้ทุกวันคือแต่งตัวสวย นั่งแต่หน้าในเวลาทำงาน ส่วนงานที่ให้ทำก็ทำไม่เป็ เพื่อนดิฉันยังต้องสอนด้วย รู้ไหมค่ะ ว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ ได้ 15000 ซึ่งเยอะกว่าอีก ดูสิค่ะ ทำเป็นทุกอย่างทำงานได้เงินเดือนน้อยกว่าคนที่ทำงานไม่เป็นอีก อันนี้ไม่ช่ายเรื่องเล่านะคะเพราะดิฉันบุกไปดูหน้าเจ้านายคนนี้เลย บางทีองค์กร ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจก็แปลกนะค่ะ ชอบที่จะรับทำลักษณะแบบนี้มากกว่า ส่วนคำว่าเทรน ไม่ได้เกิดจากความชอบมันอยู่ที่ว่าเทรนมันเข้าถึงคนกลุ่มไหนมากกว่า คุณสมศักดิ์ฝากไว้ว่า ตำราเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่ดีที่สุด ถ้าไม่ลงมือทำ / รางวัลที่ได้มา คือดอกเบี้ยจากการทำซ้ำ / อย่าตกตะกอนแค่ความคิด แต่ต้องตกตะกอนที่ประสบการณ์ /
สุดท้ายฝากไว้ว่า ขอให้ทำซ้ำๆเพราะสร้างท่านให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ท่านชอบในอนาคต
ท่านที่ 5 อ.ไชยยศ มาพูดเรื่องบล็อกแนะนำว่าน่าจะควรทำเพราะมันไม่ยากอย่างที่เราคิด เวลามีบทความอะไรดีก็จะนำมาตีบทแล้วแสดงความคิดเห็น อ่าจร์ยแนะนะว่า ตอนที่สมัครใหม่ๆ ยุ่งยากแถมเวลาหมดเร็วมากถ้ามั่วแต่ชักช้าก็อดสมัครไป จิงค่ะอาจาร์ยเพราะตอนที่ดิฉันเริ่งหัดใช้บล๊อก ก็เสริชหาว่าอะไรดี เห็น Oknation เหมือนกันแต่สมัครยากมาก ตนเองใช้Gmail อยู่แล้วด้วยเลยหันไปใช้ Blogspot.com ซึ่งปัจจบันดฉันก็มี Blog เป็นของตนเองนะค่ะ www.peungae.blogspot.com เอาเป็นว่าขอข้ามเว็บบล๊อกมาโพต์ด้วยคนค่ะ แต่อาจาร์ยเก่งนะค่ะ สามารถทำได้ทุกวัน นี่แหละค่ะนักเว็บบล็อกตัวจริง บล๊อกหลายที่ที่อาจาร์ยแนะนำไม่พลาดค่ะแต่ขอเวลาก่อน ที่ดิฉันทำ Blog ก็เกิดจากการอยากรู้อยากเห็นอ่ะค่ะ และส่วนใหญ่ดิฉันก็เขียนหลากหลายข้อมูลค่ะ แต่ดืฉันไม่มีใครเช็คเรทติ้งให้สิค่ะ แย่จัง.....55555
ท่านที่ 6 อ.ธัญญา พูดเรื่องสมอง และMind Map แถมมีหมวกมหัศจรรย์รูปสมองด้วยค่ะ
ท่านที่ 7 อาจาร์ยเฉลิมพล ปุณโณทก นักรบนวัตกรรม ขึ้นมาสไลด์อันแรกว่า รักชาติ อยากรวย แล้วก็โชว์แบงค์แวถามว่าเห็นอะไรในแบงค์ แต่ที่ประทับใจคือที่อาจาร์ยพูดว่า เพื่อนอาจาร์ยเป็นหมออยู่บุรีรีมย์ อีกคนเป็นทหารอยู่ชายแดน ซึ่งตอนนั้นอาจาร์ยทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่กลับคิดว่าทำไมเพื่อนถึงรักชาติ และตอบแทนพระคุณแผ่นดิน แล้วตนอาจาร์ยมาทำอะไรที่นี้ เหมือนละครเลยอาจาร์ยเลยกลับมาเมืองไทย และคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้แผ่นดินไทย ชอบมากที่บอกว่า ไม่เคยมีใครสอนว่า อยากมีลูกน้องเป็นฝรั่ง ส่วนใหญ่พูดว่าอยากทำงานกับฝรั่งเพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษ จิงค่ะ ดิฉันเองยังไม่เคยคิดเลยค่ะ อาจาร์ยจุดประกายอีกแล้ว แถมบอกว่าคนไทยถูกสอนให้ตามโลกตะวันตก เรื่งกันใหม่เถอะปลูกฝังให้คนไทยรักชาติ ไม่ทะเลาะกัน ให้มีจิตสำนึกที่ดี

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาพูดในวันนี้ และขอขอบคุณผุ้จัดงาน ทุกท่าน จาก นิตยสาร Go Training ค่ะ วันนี้หลังจากที่กลับจากงานถึงบ้านเวลาตี1.30 ไฟแรงค่ะมานั่งเขียนบล๊อก ถึง ตี 3.15 แล้วค่ะ ไปนอนก่อนนะค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

ปล.ขอชื่นชมแม่บ้านท่านหนึ่งค่ะ คือว่าอาจาร์ยธัญญา-ขวัญฤดี ผลอนันต์ไปจอดรถที่จามจุรีแสคว และไปรับประทานอาหารที่ ร้านเสวย ดิฉันพบกับความประทับใจของแม่บ้านท่านหนึ่งค่ะ เวลาคนเดินเข้ามาพี่เค้าจะพูดว่าเชิญค่ะ ถ้าห้องไม่ว่างพี่ก็จะพูดอีก ว่ารอสักครู่นะค่ะ พอพี่เค้าเห็นใครกำลังล้างมืออยู่ก็จะนำทิชชูมาให้ค่ะ ด้วยความตกใจไม่เคยเห็นเลยบอกว่าขอบคุณค่ะ พอใช้เสร็จก็ได้ยินพี่เค้าพูดอีกว่าถังขยะอยู้ด้านนี้นะค่ะ โอ้โฮ.
.....ประทับใจค่ะ เลยไปถามพี่เค้าว่าเป็นบริการของทางบริษัทหรือว่าคิดเองทำเอง พี่เค้าบอกว่าทำเองค่ะ เลยขอถ่ายรูปไว้แล้วบอกว่าจะเอามาลงบล็อกเห็นไหมค่ะว่าการที่เราจะทำอะไรสักอย่างมันอยู่ที่ใจและตัวเราเองค่ะ ถ้าเราคิดจะทำมันเราก็ทำได้เสมอ ใครที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หรือไม่คิดจะเปลี่ยน ลองดูนะค่ะ ไม่คิดทำแต่วันนี้....ระวังจะอายพี่คนนี้เค้านะค่ะ พี่แม่บ้านคนนี้คือตัวอย่างเลยค่ะ สุดยอด
ผู้เขียนคือคนที่ถ่ายรูปให้นะค่ะ ตอนมอบของที่ระลึกจากอาจาร์ยธัญญา -ขวัญฤดี ผลอนันต์ หนังสือใช้หัวเล่นค่ะ
By Peungae

Sunday, February 22, 2009

บทความภาษาไทย : Tony Buzan










ท่านใดสนใจกรุณาติดต่อ
คุณจุไรรัตน์ (กุ้ง) 089-8988096
คุณชลลพรรณ (ไก่) 089-4419593
Marketing
or http://www.peungae.blogspot.com/


ฝ่าวิกฤติด้วยเครื่องมือและความคิดใหม่ๆใช้สมองอย่างชาญฉลาดเพื่อความอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
Tony Buzan คือผู้ประสิทธิ์ประสาท Mind Maps® เครื่องมือในการคิดที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค ถึงขนาดที่บิล เกตส์ ประธาน ไมโครซอฟต์ยอมรับไว้ในบทความเรื่อง "เส้นทางข้างหน้า Mind-Mappers จะนำประชาธิปไตยด้านข้อมูลข่าวสารให้ก้าวข้ามไปอีกขั้นได้อย่างไร" หนังสือพิมพ์ The Times of London ก็ยังทำนายไว้ว่า โทนี บูซาน "ส่งผลสะเทือนวงการสมอง เฉกเช่นที่ Stephen Hawking เคยสั่นสะเทือนวงการจักรวาลมาแล้ว"

โทนี บูซาน ได้อุทิศเวลากว่าสามสิบปีบากบั่นมุ่งมั่นที่จะมอบเครื่องมือนี้ให้กับโลกของเรา เทคนิคของเขาได้นำไปใช้เกือบจะทุกบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 และใช้ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก นิตยสาร Forbes เองก็ระบุว่า โทนี บูซาน "ชี้ทางให้ผู้บริหารบริษัทพบทางลัดเข้าสู่พลังความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้"
โทนี บูซาน เป็นนักเขียน วิทยากรและที่ปรึกษาระดับโลกที่ทำงานให้กับรัฐบาล บริษัทชั้นนำ มหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่าง ๆ ในเรื่องสมอง ความคิดสร้างสรรค์และทักษะในการคิด หนังสือเรื่อง "ใช้หัวคิด" และหนังสือ "ชุดใช้หัว" ของโทนี บูซาน ทำให้เขาติดอันดับ "นักเขียนยอดขายสูงสุดระดับนานาชาติของสำนักพิมพ์ BBC หนังสือทั้งหมดที่โทนีเขียนจนถึงปัจจุบันสูงถึง 98 เล่ม มีจำหน่ายทั่วโลก 150 กว่าประเทศ และได้รับการแปลไปแล้ว 30 ภาษา เฉพาะฉบับภาษาไทยมีทั้งหมด20 เล่ม โทนี บูซาน ยังรับหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับโค้ชและนักกีฬาโอลิมปิค รวมทั้งทีมแข่งเรือของอังกฤษอีกด้วย ทางด้านสังคม โทนีเป็นผู้ก่อตั้ง Brain Trust Charity และ Use Your Head Brain Clubs และเป็นประธาน Mind Sports Council เป็นผู้ก่อตั้ง World Memory Championship
ในการประชุมประจำปีของ 14th Annual International Conference on Creativity and Innovation โทนีได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ในฐานะผู้ที่ได้อุทิศชีวิตให้กับดาวนพเคราะห์ดวงนี้ในด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและความคิด
โทนี บูซาน ปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างสรรค์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาและฝึกสมอง มีเครื่องมือและเทคนิคให้เราใช้ต่อกรกับความท้าทายในโลกปัจจุบัน การสัมมนาครั้งล่าสุดของเขาในครั้งนี้ เขาจะเผยภาพของยุคใหม่ที่เรากำลังบ่ายหน้าไป และอธิบายว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จัดได้ว่าเป็นการสัมมนาที่สนองตอบกับผู้เข้าร่วมและนำไปใช้งานได้จริง โทนีจะช่วยให้คุณปลุกทักษะของสมองที่คุณมีอยู่แล้วและปลดปล่อยอัจฉริยภาพของคุณออกมา รายการข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำเสนอในการสัมมนาครั้งนี้
เราผิดตรงไหน จึงทำให้ระบบของโลกปัจจุบันมาถึงจุดที่แทบจะล้มละลาย
ทำอย่างไรฉันถึงจะอยู่รอดในโลกใหม่ - ในฐานะสมาชิกของสังคมคนหนึ่งและในฐานะบุคลากรในองค์การ
ฉันจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง จนสามารถบรรลุถึงความสำเร็จอย่างแท้จริงได้อย่างไร

โทนี บูซาน จะแนะนำเทคนิคการใช้สมองอย่างชาญฉลาด อย่างเต็มขีดความสามารถอันมหาศาลของมัน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จทั้งในระดับส่วนตัวและบริษัท ดังนั้น จึงเตรียมตัวเตรียมใจอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลงร่างกายและจิตใจของคุณ และนำไปใช้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันให้เป็นโอกาสที่ดีของคุณ


หัวข้อโดยสังเขป
ขอต้อนรับสู่ยุคแห่งปัญญา
ภาพรวม
การปฏิวัติของสมอง
วิกฤติโลก - การล้มละลายทางปัญญา
การจัดการกับผู้จัดการความรู้


ปราการแห่งความสามารถส่วนบุคคล - สมอง
วัดความสามารถของสมองของคุณ
แนวคิดเรื่องการคิดเชื่อมโยง
พลังของการคิดเป็นรัศมี
พื้นฐานของความจำ : การเชื่อมโยงและจินตนาการ
ความสามารถของสมอง : พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและการคิดเชิงกลยุทธ์

การควบคุมดูแลทุนทางปัญญาในองค์การ
เปรียบวัดทุนสมองของบริษัท
เพิ่มปริมาณความสามารถของสมอง ไม่ต้องเพิ่มจำนวนของสมอง
พัฒนาความเป็นผู้นำทางความคิด
ภาวะผู้นำ 7 ประการ
อ้าแขนรับและการจัดการกับความเปลี่ยนแปลง
สามจังหวะก้าวที่นำไปสู่ความสำเร็จของบริษัท - ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม

ประยุกต์ใช้สุดยอดเครื่องมือในการคิดเพื่อประโยชน์ส่วนตนและบริษัท : พลังของ Mind Maps®
แนะนำ Mind Map : ภาพสะท้อนของความคิดของเรา
กฎของการเขียน Mind Map
Mind Map ในงาน : ประยุกต์ใช้ในการสร้างภาพ วางแผนเชิงกลยุทธ์ ประชุม จดบันทึก นำเสนอ แก้ปัญหาและระดมความคิด
Mind Map ในชีวิตประจำวัน : ประยุกต์ใช้กับเป้าหมายในชีวิต วางแผนการเงิน ศึกษาต่อ พักร้อนและตัดสินใจ
ฝึกปฏิบัติเขียน Mind Map

สูตรความสำเร็จของคุณ
ความคิดของคุณมีผลต่อเนื้อหาและโครงสร้างสมองของคุณอย่างไร
สูตรแห่งความสำเร็จ TEFCAS ลกปตสป (ลูกไปตีปูสี)
คิดเชิงลบ - วิธีกำหลาบในตัวคุณเองและคนรอบ ๆ คุณ
คิดเชิงบวก - พัฒนาในตัวคุณเองและคนรอบ ๆ คุณ
ติดกับความคิด หลีกเลี่ยงและหลุดออกมาได้อย่างไร
อายุยิ่งมากขึ้น ความจำและความคิดอ่านยิ่งดีขึ้น !
รักษาให้สมองดีไปตลอดอายุขัยได้อย่างไร
สถานที่ :
โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด, ถนนรัชดาภิเษก ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง

ประเทศไทย, 29 เมษายน 2552 (พุธ) 9.00 - 17.00 น.

Saturday, January 17, 2009

จัดออฟฟิศให้ "คนเป็นศูนย์กลาง

จากประสบการณ์ที่ผมบริหารงานในฐานะผู้นำองค์กรหลายแห่ง ผมได้รับข้อคิดอย่างหนึ่งว่า นอกจากองค์กรต้องคิด "จัดหาคนให้เหมาะกับงาน" (put the right man in the right job) แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดควบคู่กันไปคือ "จัดที่ทางให้เหมาะกับคน" (design the right workplace for the right person) ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้คนที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ แต่หากสภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการทำงาน ย่อมส่งผลลดทอนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาไปได้อย่างน่าเสียดาย
ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรจำนวนไม่น้อย อาจไม่ค่อยได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สอดคล้องกับคนทำงานมากนัก เพราะอาจไม่ได้ตระหนักหรือคิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้ว สภาพแวดล้อมในที่ทำงานสามารถส่งอิทธิพลทั้งในมุมบวกและมุมลบได้อย่างมากทีเดียว
การจัดโต๊ะทำงานเหมือนกันหมดทุกแผนกในองค์กร โดยไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดถึงวิธีการทำงานของแต่ละฝ่าย อาจเท่ากับเป็นการละเลยคุณภาพการทำงานของบางฝ่ายไปก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดวางแผน คิดแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งต้องใช้การทำงานเป็นทีม การจัดโต๊ะในลักษณะนั้นอาจทำให้การทำงานไม่สะดวก พนักงานต้องหันกลับไปกลับมาเสมอ การจัดโต๊ะให้หันหน้าเข้าหากัน หรือจัดโต๊ะห่างๆ กัน ห้องหนึ่งมีจำนวนคนไม่มากเกินไป ตกแต่งห้องอย่างดูมีจินตนาการ อาจมีภาพต่างๆ ที่ช่วยเขี่ยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ย่อมช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
สำนักงานบางแห่งต้องการประหยัดต้นทุน จึงกำหนดเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ เช่น ให้เปิดพัดลม และเปิดหน้าต่างระบายอากาศในตอนเช้าแทน เพราะคิดว่าอากาศภายนอกจะยังเย็นสบาย แต่นโยบายเช่นนี้ อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะหากอากาศภายนอกร้อนอบอ้าว อากาศภายในก็อบอ้าว ย่อมทำให้คนทำงานเกิดความอึดอัด อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แทนที่จะประหยัดต้นทุนกลับกลายเป็นต้องเสียต้นทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับผมในฐานะผู้บริหารองค์กรหลายแห่ง ผมจะให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะตระหนักว่าสภาพแวดล้อมขององค์กร มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานทุกคนไม่มากก็น้อย การจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความเหมาะสมกับลักษณะขององค์กร จะมีส่วนช่วยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ทั้งในเชิงขับเคลื่อนไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ การขยายศักยภาพพนักงานแต่ละคนในการทำงาน และการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันขององค์กร ฯลฯ ดังนั้น ในองค์กรที่ผมมีส่วนบริหาร ผมจะพยายามจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยยึดหลัก "คนทำงานเป็นศูนย์กลาง" ให้มากที่สุด ในการจัดการสภาพแวดล้อมขององค์กร จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ โดยผมจะให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ โดยพิจารณาและให้ความสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบเหล่านี้ อาทิ
สอดคล้องกับภาพลักษณ์ขององค์กร
องค์กรจะต้องสะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กร ควรจัดสภาพแวดล้อมที่ปรากฏภายนอกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้ผู้ที่มาติดต่อและพนักงานทุกคนตระหนัก
ในตัวตนขององค์กรร่วมกัน สำหรับองค์กรที่ผมบริหารอยู่นั้น มีสองลักษณะ ลักษณะแรกเป็นองค์กรเชิงธุรกิจ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโปรแกรม/หนังสือคอมพิวเตอร์และบริการด้านการท่องเที่ยว การจัดสภาพแวดล้อมในองค์กรจึงเน้นความทันสมัย ตั้งแต่ อาคารสำนักงาน สถานที่ต้อนรับ ห้องทำงานในแผนกต่างๆ ฯลฯ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยในนวัตกรรมและเทคโนโลยี เมื่อลูกค้าเข้ามาติดต่อในสำนักงานจะเกิดความประทับใจในองค์กร ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และการบริการ และที่สำคัญเกิดความมั่นใจในภาพลักษณ์ทางธุรกิจที่มีความมั่นคงและเป็นผู้นำในด้านดังกล่าว นำมาซึ่งการติดต่อและดำเนินธุรกิจกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง
องค์กรอีกลักษณะหนึ่งที่ผมบริหารอยู่นั้นเป็นองค์กรเกี่ยวกับงานทางด้านวิชาการและการวิจัย ดังนั้นองค์กรจะต้องมีภาพลักษณ์ที่มีความ น่าเชื่อถือในลักษณะเป็นสถาบันทางวิชาการและการวิจัย โดยจะให้ความสำคัญกับศูนย์ข้อมูลที่มีความพร้อมในด้านข้อมูลที่เป็นเอกสาร มีการจัดเอกสารเป็นหมวดหมู่ ห้องทำงานนักวิจัยที่มีความเป็นระเบียบ และการบริการข้อมูลทางอินเทอร์เนตให้กับผู้มาติดต่อหรือลูกค้าที่ให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารที่องค์กรเปิดให้บริการ เป็นต้น
สอดคล้องกับแต่ละฝ่ายในองค์กร
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของการจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน คือ การพิจารณาโครงสร้างภายในองค์กรว่ามีฝ่าย มีแผนกอะไรบ้าง เพื่อจัดให้เหมาะสม ฝ่ายที่เกี่ยวกับการผลิตนวัตกรรมประเภทหนังสือและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ห้องทำงานจะต้องมีความทันสมัย มีความพร้อมของเทคโนโลยีในการส่งเสริมผลิตผลงาน เพื่อทำให้พนักงานเกิดความสะดวกสบายในการทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตงาน หากเป็นฝ่ายวิจัยทางด้านวิชาการ ที่ต้องการสมาธิในการทำงาน อาจต้องจัดให้มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะทำงานเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนของแต่ละคนในการคิดงาน และมีชั้นวางหนังสือ/เอกสารให้กับนักวิจัยแต่ละคนเพื่อสะดวกในการหยิบใช้เอกสาร เป็นต้น
ในส่วนของห้องประชุมซึ่งใช้เป็นที่ประชุมของแต่ละฝ่ายและการประชุมรวมขององค์กร ซึ่งมีความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์และเป้าหมายขององค์กร การจัดห้องประชุมจะมีลักษณะที่ทำให้ทุกคนในองค์กรมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น การจัดวางตำแหน่งโต๊ะ เก้าอี้ การใช้สีภายในห้อง และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นกันเอง และนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดในการประชุม
พนักงานเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
การจัดวางตำแหน่งโต๊ะทำงาน ทั้งของฝ่ายและของพนักงานแต่ละคน จะคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานของทุกคนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และความสุขในการทำงานของพนักงานทุกคน เช่น พื้นที่ของห้องทำงานที่จะไม่เกิดความอึดอัดหรือรู้สึกคับแคบในการทำงาน การมีสมาธิในการคิดงานทำงานโดยไม่ถูกรบกวนจากสภาวะแวดล้อมภายนอก หรือการจัดให้มีตู้ปลาเล็กๆ ไว้ในห้องทำงาน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างทำงานด้วยการให้อาหารปลาหรือมองปลาว่ายน้ำไปมา การควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เพราะโต๊ะพนักงานที่ไม่มีการจัดเอกสารอย่างเป็นระเบียบ ปล่อยเอกสารกองพะเนินบนโต๊ะ อาจจะลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของตนและก่อให้เกิดมลภาวะต่อเพื่อนร่วมห้องทำงานได้ เป็นต้น
องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมในองค์กร ย่อมสร้างภาพลักษณ์และความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจกับลูกค้า ตลอดจนสนับสนุนให้พนักงานเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน นำมาซึ่งการปลดปล่อยศักยภาพ การเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน และไปถึงเป้าหมายและผลสำเร็จที่ตั้งไว้ขององค์กร

สิ่งสำคัญในการประเมิน “ผลงาน” ให้ได้ “ผลดี

หน้าที่อย่างหนึ่งของ HR เมื่อใกล้เวลาสิ้นปีก็คือ การเตรียมประเมินผลการทำงานของพนักงาน ซึ่งจะนำผลที่ได้จากการประเมินมาใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำงานของพนักงาน พัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ก่อเกิดผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีผลสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตขององค์กร ด้วยเหตุนี้ทุกองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการประเมินผลงานของพนักงานได้ อย่างน้อยต้องทำปีละ 1 ครั้ง หรือหากองค์กรใดมีความพร้อมที่จะประเมินได้บ่อยกว่านี้ อาจเป็นทุก ๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็จะช่วยให้ปัญหาถูกแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
เป้าหมายของการประเมินคืออะไร??
เราประเมินผลการทำงานเพื่อให้ผู้จัดการหรือหัวหน้างานได้สื่อสารกับพนักงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน แนะนำกลยุทธ์เพื่อการเติบโตในอาชีพอย่างต่อเนื่องให้แก่พนักงาน รวมถึงรับฟังปัญหาของพนักงาน เพื่อเตรียมหาแนวทางการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาการทำงานของพนักงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่โดยตลอดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกระบวนการประเมิน ว่าการประเมินนั้นจะใช้ได้ผลเพียงใด มีความแม่นยำเที่ยงตรงจริงหรือ ทั้งนี้คงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเครื่องมือแต่เพียงอย่างเดียว กระบวนการในการประเมิน รวมทั้งความร่วมมือของพนักงานและผู้บริหารก็มีส่วนสำคัญต่อผลการประเมินไม่แพ้กัน
ปัจจัยที่ทำให้การประเมินมีประสิทธิภาพนั้นเริ่มตั้งแต่การออกแบบการประเมิน หากแบบประเมินถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน มีการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างเข้มข้น แบบประเมินย่อมเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับและความเชื่อถือ เมื่อเครื่องมือพร้อม กระบวนการประเมินก็ควรจะพร้อมด้วย ซึ่งหมายถึง การประเมินให้ได้ผลดีต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน รวมทั้งตัวผู้ประเมินเองด้วย โดยปกติแล้วคือ หัวหน้างานหรือผู้จัดการ หากผู้ประเมินไม่มีความพร้อมในการประเมิน เช่น ไม่รู้วิธีการประเมินที่ถูกต้อง มีความลำเอียงในการประเมิน เลือกที่รักมักที่ชัง หรือไม่ใส่ความตั้งใจลงไปในการประเมิน อาจส่งผลให้การประเมินล้มเหลว ไม่สามารถวัดผลได้ ถือเป็นการเสียเวลาและงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์
ผู้ประเมินจึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการประเมินเพื่อให้ :
พนักงานได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของตนอย่างสม่ำเสมอ และได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์สำหรับการแก้ไขจุดอ่อนต่าง ๆ ในการทำงาน
ผู้จัดการและพนักงานร่วมกันกำหนดเป้าหมาย วางแผนปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน กำหนดการฝึกอบรมและการพัฒนาที่จำเป็นสำหรับพนักงาน รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ เช่น การเลื่อนตำแหน่ง และการขึ้นเงินเดือน เป็นต้น
ผู้จัดการเข้าใจลึกซึ้งถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถส่งเสริมสัมพันธภาพในการทำงานระหว่างพนักงานในแต่ละแผนกได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ทักษะในการบริหารจัดการมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ผู้จัดการและพนักงานมีการสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังซึ่งกันและกัน พัฒนาความสัมพันธ์แบบให้และรับต่อกัน ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น
จะเห็นได้ว่าการประเมินมีประโยชน์อย่างมากต่อองค์กร แต่หากผู้ประเมินไม่สามารถจัดทำการประเมินอย่างยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และช่วยให้พนักงานเกิดการพัฒนาได้แล้วละก็ สิ่งที่ตามมาอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี การประเมินที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้พนักงานเกิดความคับข้องใจ รู้สึกไม่มั่นคง และส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในองค์กรตามมาได้ ดังนั้นผู้ประเมินต้องใส่ความตั้งใจลงไปในกระบวนการประเมินให้มาก และพยายามเข้าถึงพนักงานให้มากที่สุด เพื่อที่จะค้นพบปัญหาที่แท้จริง และหาวิธีการแก้ไขให้ถูกต้อง เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน
ท้ายที่สุดแล้วทั้งผู้จัดการและพนักงานต้องเข้าใจว่าไม่มีระบบการประเมินแบบใดที่สมบูรณ์แบบในโลกนี้ ทุก ๆ การประเมินล้วนมีจุดอ่อนที่จะต้องจัดการแก้ไข แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณให้ความสำคัญกับการประเมิน พยายามป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น คุณจะได้เครื่องมือที่ช่วยในการแก้ปัญหาการทำงานของพนักงานและเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

By Peungae