Thursday, January 8, 2009

เกร็ดความรู้สำหรับนักขาย

แก้ไขอย่างไรเมื่อถูกลูกค้าร้องเรียน

ปัญหาการร้องเรียนของลูกค้าอาจเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อลูกค้าเกิดความไม่พึงพอใจในตัวสินค้าหรือบริการ ซึ่งสาเหตุนั้นอาจมากจากหลายปัจจัยมากมาย แต่ไม่ว่าการร้องเรียนนั้นจะเกิดจากสาเหตุใดสิ่งที่พนักงานขายต้องปฏิบัติเมื่อถูกร้องเรียนมีแนวทางดังนี้
1. รับฟังข้อร้องเรียนของลูกค้า
การฟังเป็นทักษะที่พนักงานขายต้องฝึกฝน ลูกค้าอาจร้องเรียนด้วยอารมณ์โกรธ และอาจใช้ถ้อยคำที่ไม่น่าฟังเท่าไรนัก แต่พนักงานที่ดีจะต้องมีความอดทน รับฟังข้อร้องเรียนของลูกค้าอย่างตั้งใจ แสดงสีหน้าและท่าทางอย่างเหมาะสม ควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้ ทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าเราใส่ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แสดงความไม่พอใจลูกค้า หรือโต้เถียงกับลูกค้า เมื่อฟังอย่างตั้งใจ พนักงานจะเข้าใจสาเหตุของการร้องเรียน และสามารถหาทางแก้ปัญหาเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง
2. ขอโทษในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
พนักงานที่ดีควรกล่าวคำขอโทษไม่ว่าจะเป็นความผิดของเราหรือไม่ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียงกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ายอมรับความผิด การขอโทษช่วยทำให้อารมณ์ของลูกค้าเย็นลงได้ และเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกกับลูกค้าว่า เขาคือ คนสำคัญของเรา อย่าลืมว่าการขอโทษไม่ใช่แค่คำพูดที่ออกมาจากปากเท่านั้ แต่ยังหมายรวมถึง แววตา สีหน้า ท่าทางของคุณด้วย หากคำขอโทษไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกของคุณ ลูกค้าย่อมรับรู้ได้ว่าคุณไม่จริงใจ
3. แก้ไขและป้องกันปัญหา
เมื่อทราบสาเหตุแห่งความไม่พอใจแล้ว พนักงานควรเสนอแนวทางแก้ไขให้แก่ลูกค้า และกำหนดระยะเวลาในการแก้ไข เช่น เปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ให้ลูกค้า โดยแจ้งว่า สินค้าชิ้นใหม่จะจัดส่งถึงลูกค้าเมื่อไร และหากเกินกำหนดลูกค้าสามารถติดต่อได้ที่ใคร เพื่อให้ลูกค้าสบายใจ ทั้งนี้พนักงานต้องระวังอย่าให้เกิดข้อผิดพลาดอีก เช่น ส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนดที่แจ้งลูกค้าไว้ ซึ่งอาจจะทำให้ลูกค้าหมดความเชื่อถือ และอาจเลิกซื้อสินค้ากับบริษัทของคุณไปเลย
หรือในบางกรณีพนักงานอาจชดเชยด้วยการมอบสิ่งของ เช่น คูปองส่วนลดในการซื้อสินค้าแก่ลูกค้า เพื่อป้องกันการสูญเสียลูกค้ารายนั้นก็ได้
4. ติดตามผลการแก้ไขปัญหา
เมื่อได้แจ้งลูกค้าถึงแนวทางการแก้ไขแล้ว พนักงานควรมีการติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาได้รับการแก้ไขจนลูกค้าพึงพอใจแล้ว พนักงานควรโทรศัพท์ติดตามผลการแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจถามลูกค้าว่าได้รับสินค้าชิ้นใหม่หรือยัง ใช้งานดีหรือไม่ หรือได้รับคูปองส่วนลดที่จัดส่งไปให้หรือยัง คุณจะพอทราบว่า ลูกค้ายังใช้สินค้าของคุณอยู่หรือไม่ ถ้ายังใช้อยู่แสดงว่าลูกค้ายังคงรู้สึกพึงพอใจในสินค้า และการแก้ไขปัญหาของคุณ
ทั้งนี้ทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากจะคอยตามแก้ปัญหาทุกครั้ง เพราะเหตุนี้ ควรป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นเลยจะเป็นการดีที่สุด
By Peung

4 วิธีคิดดี...ต้อนรับปีใหม่

ปีใหม่ฟ้าใหม่ เริ่มต้นใหม่ในสิ่งดี ๆ กันดีกว่า ใครที่รู้สึกว่าในปีที่ผ่านมา ชีวิตของคุณช่างน่าเบื่อ ทำงานไปวัน ๆ ไม่อะไรพิเศษสำคัญที่น่าจดจำ อย่าปล่อยให้ปีใหม่เป็นเหมือนปีก่อน ๆ เลยนะคะ ทำชีวิตให้มีความสุข ทำงานด้วยความสนุก ผูกมิตรไว้ให้มาก ๆ แล้วงานที่น่าเบื่อก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งานไหนที่ว่ายากคุณก็จะผ่านมันไปได้อย่างสวยงามด้วย 4 วิธีคิดต่อไปนี้
1. เปิดรับความสุข
ความสุขอยู่ไม่ไกลเพียงคุณเปิดใจรับมันเข้ามา มองโลกในแง่ดี ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ช่างสำรวจ ค้นหาประสบการณ์ และความคิดใหม่ ๆ จากผู้คนที่คุณพบปะ ทำความรู้จักและทักทายเพื่อนใหม่ด้วยความกระตือรือร้น สะท้อนความเป็นคุณที่สนุกสนานและรื่นเริง มีความสุขกับชีวิตและสิ่งที่ทำ เพราะทุกวันคือการเรียนรู้ เดินหน้าค้นหาและทำตามความฝัน อย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ไม่จริงจังกับชีวิตมากเกินไปจนหมดสนุก ขาดความสุขในการทำงาน
2. รู้จักการให้อภัย
เป็นเรื่องง่ายที่จะจดจำเรื่องไม่ดีและสะสมความขุ่นเคือง คับข้องใจเอาไว้ เพราะความผิดพลาดอาจสอนคุณให้ระมัดระวังตัวและสร้างกำแพงขึ้นมา ซึ่งมันจะเป็นปราการกั้นความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนอื่น ๆ อย่าพยายามตัดสิน หรือตำหนิผู้อื่น แต่จงยอมรับเขา และเขาก็จะยอมรับเราเช่นกัน เลือกจดจำแต่เรื่องดี ๆ ส่วนเรื่องไม่ดีให้ทิ้งไปเสีย ในทางตรงกันข้ามการแสดงความรักโดยปราศจากเงื่อนไข จะช่วยให้คุณลดช่องว่างระหว่างคุณกับคนอื่น ๆ ได้
3. มีแต่ความจริงใจ
การที่เรามีความจริงใจให้ผู้อื่น เป็นการสร้างความสุขวิธีหนึ่ง เมื่อเรามีความจริงใจ ไม่ปิดบัง ซ่อนเร้น เสแสร้ง หรืออีโก้ กลัวเสียฟอร์ม และไม่ลังเล รีรอที่จะผูกมิตรและเป็นเพื่อนที่ดีของทุกคน คุณก็จะได้รับความจริงใจตอบแทน เพื่อนของคุณต้องการคบคุณที่เป็นตัวคุณจริง ๆ ไม่ใช่คนที่ใส่หน้ากากเข้าหากัน ประเภทต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่างเช่นนี้ย่อมไม่มีใครต้องการจะคบด้วย เมื่อคุณไม่จริงใจ สักวันหนึ่งความจริงก็จะถูกเปิดเผย ส่งผลให้พวกเขาสูญเสียความเชื่อถือ ความไว้วางใจ ความชื่นชม และความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กับคุณตลอดมา
4. เอาใจใส่ผู้อื่น
ลองถามตัวเองว่า คุณได้ทำอะไรให้เพื่อนร่วมงานของคุณบ้าง คุณมีส่วนร่วมในความทุกข์ ความสุขของพวกเขามากแค่ไหน คุณเคยยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กับพวกเขาบ้างหรือไม่ คุณเคยทำอะไรให้เป็นที่น่าจดจำบ้างไหม คุณเป็นคนที่พวกเขาอยากเจอทุกวันหรือเปล่า คนที่คอยเอาใจใส่ผู้อื่น ให้ความสำคัญกับผู้อื่น จับอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาได้ มีน้ำใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และให้กำลังใจพวกเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะมีแต่คนรัก ทำอะไรก็จะมีคนคอยช่วยเหลือ สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จได้ ไม่ต้องกลัวเหงา หรือโดดเดี่ยว
เพราะชีวิตที่มีความสุขไม่ได้วัดที่ตัวเงินเสมอไป เพียงคุณมีความรักในสิ่งที่คุณทำ รู้จักการให้อภัย มีความจริงใจ และเอาใจใส่ผู้อื่นอยู่เสมอ คุณก็สามารถมีความสุขได้ง่าย ๆ เริ่มต้นปีด้วยความคิดดี ๆ เพื่อชิวิตที่มีความสุข สนุกกับการทำงาน ไปตลอดทั้งปีใหม่นี้

By Peung

ทักษะของคนทำงานมืออาชีพ

ทักษะของคนทำงานมืออาชีพ
การแข่งขันในโลกธุรกิจนั้น ยิ่งอยู่ในองค์กรใหญ่การแข่งขันยิ่งสูงมากขึ้น ใครที่อยากได้งานดีในบริษัทชื่อดังต้องขวนขวายให้มาก หมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ใครเตรียมตัวมาดีมีพื้นฐานแน่นย่อมได้เปรียบ มีโอกาสได้งานสูง และเมื่อได้เข้าทำงานแล้วก็ยังคงต้องแข่งขันเพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะหากใครเชื่องช้า คงหาโอกาสก้าวหน้าได้ยาก ทักษะที่จำเป็นต่อการแข่งขันของคนทำงานในปัจจุบันได้แก่ ทักษะในการฟัง ทักษะในการการเขียน ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะในการจัดการปัญหา และทักษะในการจัดการกับเวลา เพราะฉะนั้นผู้หางานจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม ฝึกฝนและพัฒนาทักษะทั้งหลายเหล่านี้ให้มีพร้อมอยู่ในตัว เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ
1. ฟังให้เข้าใจ
ทักษะในการฟังที่ดีจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คุณทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ฟังหัวหน้าสั่งงานเข้าใจ คุยกับเพื่อนร่วมงานรู้เรื่อง คุยกับลูกค้าราบรื่น เมื่อฟังเข้าใจก็สามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถคิดแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ทักษะนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานเป็นทีมเวิร์กที่คนในทีมจะต้องฟังกันให้เข้าใจในวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และวิธีการทำงานของทีม สมาชิกในทีมจึงจะสามารถทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่นลงตัว
2. เขียนให้ชัดเจน
ไม่ว่างานของคุณกำหนดให้คุณต้องใช้ทักษะการเขียนในรูปแบบใด เพียงจดบันทึกข้อความสั้น ๆ หรือการเขียนรายงานเต็มรูปแบบ หัวใจของการเขียนก็คือการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ สามารถส่งสารไปยังผู้รับหรือผู้อ่านได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ก่อนจะเขียนจึงควรจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ที่คุณต้องการจะบอก เรื่องไหนสำคัญและเร่งด่วนให้เอาขึ้นก่อน อีกทั้งยังต้องรู้จักการสรุปใจความสำคัญ รวมถึงการแจกแจงอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยในประเด็นต่าง ๆ เป็นข้อ ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้รับง่ายขึ้น
3. เทคโนโลยีอย่าให้ล้าหลัง
เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์พื้นฐานอาจไม่เพียงพอ Microsoft Office อย่างเช่น Word, Excel, PowerPoint, Outlook แบบงู ๆ ปลา ๆ ไม่ช่วยให้คุณสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ต้องรู้จักลูกเล่นใหม่ ๆ หรือการใช้งานในระดับที่สูงขึ้น รู้ลึกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ นอกจากนี้การรู้ลึกซึ้งในโปรแกรมเฉพาะของแต่ละสายงานก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานในสายงานนั้น ๆ ด้วย ในโลกออนไลน์ก็มีหลายโปรแกรมที่จำเป็นต้องเรียนรู้ อินเทอร์เน็ตจำเป็นมากต่อการค้นหาข้อมูลอย่างฉับไว ทันใจทันความต้องการ เพราะข้อมูลมากมายอยู่เพียงปลายนิ้วคลิกเท่านั้น นอกจากนี้การรับ-ส่งอีเมล รวมถึงการจัดระเบียบอีเมลก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี
4. จัดการกับปัญหาได้ เมื่อถึงช่วงเวลาคับขันที่ต้องตัดสินใจจัดการกับปัญหา คนที่สามารถประเมินสถานการณ์หรือเข้าใจปัญหาได้เร็ว ไหวตัวเร็ว คิดแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที จะเป็นผู้ที่โดดเด่นออกมาจากคนอื่น ๆ ดังคำกล่าวที่ว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" หากคุณฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาอยู่ตลอด คุณก็จะเป็นคนคิดไว ถี่ถ้วน รอบด้าน และสามารถคิดแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ทันท่วงที และอาจได้เป็นวีรบุรุษในสถานการณ์หนึ่งก็ได้
5. จัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม
เมื่อคุณต้องทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน การจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสมจะทำให้คุณผ่านพ้นช่วงวุ่น ๆ ที่รู้สึกว่างานล้นมือได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การจัดสรรเวลาทำได้โดยการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะต้องทำ อันไหนควรทำก่อน อันไหนรอได้ หรืออันไหนสามารถมอบหมายให้คนอื่นทำได้ จัดระเบียบโต๊ะทำงานให้สามารถหยิบจับเอกสารที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้คุณไม่เสียเวลาไปกับการค้นหาเอกสารเพียงแผ่นเดียวจากกองเอกสารมากมายบนโต๊ะทำงาน ที่สำคัญที่สุดคือการมีงานส่งตรงเวลา อีกทั้งยังมีเวลาเหลือสำหรับการตรวจทานและแก้ไขข้อผิดพลาดก่อนส่งงานอีกด้วย คนทำงานมืออาชีพต้องไม่หยุดเรียนรู้ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรยากเกินไป ถ้าตั้งใจฝึกฝน ทักษะเหล่านี้จะติดตัวคุณไป ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนก็สามารถแข่งขันกับคนอื่น ๆ ได้เสมอ

By Peung

6 หนทางหางานฝ่าวิกฤติ

Start Your Career 6 หนทางหางานฝ่าวิกฤติ โดย JobsDB มกราคม 2552
วิกฤติการเงินโลก รวมทั้งปัญหาภายในประเทศของเรา ส่งผลต่อการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคาดกันว่าในปี พ.ศ. 2552 นี้จะมีคนว่างงานหลายแสนคน ผู้หางานจึงต้องใช้ความอดทน และความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้หางานจำนวนมาก และได้งานที่ใช่สำหรับแต่ละคนโดยเร็ว ในวันนี้เราจึงมีคำแนะนำในการหางานในภาวะเศษฐกิจถดถอยมาฝาก
1. เลือกงานที่คุณสนใจจริง ๆ
คนที่สมัครงานแบบสะเปะสะปะ อะไรก็ได้ขอให้ได้ทำ ไม่ใช่ลักษณะของคนที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเขาไม่ได้ทำงานที่เขาต้องการจะทำจริง ๆ งานเหล่านั้นเป็นเพียงงานที่ทำเพื่อคั่นเวลา สำหรับการมองหางานที่เขาสนใจและต้องการจะทำ เมื่อไม่มีใจรักในงานที่ทำ แน่นอนความทุ่มเทให้กับงานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความสนใจใฝ่รู้ ต้องการพัฒนางาน พัฒนาตนเองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากเป็นตัวคุณ เหตุใดเล่าคุณจึงยอมเสียเวลาไปกับสิ่งที่ตนเองรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ ในขณะที่บริษัทก็เสียเวลา เสียงบประมาณในการว่าจ้างพนักงานเช่นกัน หากคุณเลือกสมัครงานที่คุณสนใจ มันจะเป็นแรงผลักดันให้คุณพยายามทำอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแสดงให้นายจ้างเห็นว่า คุณเป็นคนที่ใช่ และสามารถทำประโยชน์ให้บริษัทได้มากมาย ในขณะเดียวกันความกระตือรือร้นในการทำงานจะส่งผลให้คุณสามารถพัฒนาการทำงานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย และหากคุณเลือกแล้ว คุณสามารถส่งใบสมัครเข้าไปได้เลย ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเปิดรับสมัครงานหรือไม่ก็ตาม เป็นการแสดงให้นายจ้างเห็นความตั้งใจจริงของคุณที่จะได้ร่วมงานกับบริษัทที่คุณใฝ่ฝัน
2. มุ่งไปยังอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
ในช่วงภาวะวิกฤติ คุณจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจ หลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะปลดพนักงานมากกว่าจะจ้างพนักงานใหม่เสียอีก เลือกอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกผลกระทบมากนักน่าจะปลอดภัยและมั่นคงมากกว่า
3. ใช้ประโยชน์จากเครือช่าย
การผูกมิตร และทำความรู้จักคนไว้ให้มาก จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการหางาน ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนเก่า รุ่นพี่ รุ่นน้อง คู่ค้า หรือลูกค้าสามารถช่วยคุณได้ทั้งนั้น ยิ่งในสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ การที่มีคนรู้จักอยู่ในบริษัทที่คุณสมัครจะช่วยการันตีฝีมือ และนิสัยใจคอของคุณ ทำให้โอกาสในการได้งานมีมากกว่าคนที่ไม่รู้จักใครเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะไม่ทำให้คนที่สนับสนุนคุณต้องมีปัญหาภายหลัง เพราะคุณไม่ได้ดีอย่างที่คุยไว้ ซึ่งอาจทำให้ผิดใจกันไปเลยก็ได้
4. นำเสนอตัวคุณให้โดดเด่น
เริ่มตั้งแต่ในจดหมายสมัครงาน ในเรซูเม่ ไปจนถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์ ทุกขั้นตอนล้วนมีความสำคัญ หากจดหมายสมัครงานและเรซูเม่ใม่น่าสนใจ โอกาสที่จะได้เข้าไปสัมภาษณ์ก็ดูจะเลือนราง แต่หากคุณตั้งใจนำเสนอตัวคุณให้เหมาะกับงานที่สมัคร โอกาสจะได้เข้าไปสัมภาษณ์ย่อมมีมากกว่า แต่ละบริษัทมีความต้องการที่แตกต่างกัน ผู้สมัครส่วนใหญ่ที่ส่งเรซูเม่ไปแล้ว ไม่ได้รับการติดต่อกลับมาเป็นเพราะเขามักจะใช้ส่งเรซูเม่ฉบับเดิมไปยังทุกบริษัทที่เขาสมัคร ซึ่งไม่ได้เป็นการตั้งใจเขียนให้เหมาะกับคุณสมบัติที่บริษัทนั้นต้องการอย่างชัดเจนจึงพลาดโอกาสไป ในขณะที่บางคนมีโอกาสได้เข้าไปสัมภาษณ์งานแต่ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการตอบคำถามต่าง ๆ จึงพลาดโอกาสไปอีกเช่นกัน ฉะนั้น หากคุณจะต้องไปสัมภาษณ์งาน คุณควรเตรียมพร้อมโดยการทำรายการคำถามที่มักจะถูกถาม แล้วเตรียมคำตอบไว้ให้พร้อม รวมทั้งศึกษาข้อมูลของบริษัทไว้ด้วย เพื่อแสดงว่าคุณมีความสนใจในบริษัทเขาจริง ๆ และเมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง อย่าลืมส่งจดหมายขอบคุณไปยังผู้ที่สัมภาษณ์คุณด้วย
5. รับงานอิสระหรืองานชั่วคราว
บางบริษัทอาจลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานประจำ แล้วหันมาจ้างพนักงานฟรีแลนซ์และพนักงานชั่วคราวแทน นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคุณ ถ้าเป็นงานที่คุณชอบก็อย่าลังเลใจที่จะรับงานเช่นนี้ แม้จะไม่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่ก็มีโอกาสที่จะได้บรรจุเมื่อบริษัทพร้อมเปิดรับพนักงานประจำอีกครั้งหนึ่ง
6. เพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ
หากคุณหางานมาหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที คุณอาจรู้สึกท้อใจ แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง คุณอาจใช้เวลาว่างของคุณในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และความสามารถในการทำงาน เช่นเรียนภาษาอังกฤษ เรียนคอมพิวเตอร์ หรืออื่น ๆ ที่คุณสนใจ ความรู้และทักษะที่เพิ่มขึ้นมาอาจทำให้คุณหางานได้ไวขึ้นกว่าเดิมก็ได้ แม้ว่าผู้หางานอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝ่าวิกฤติพิชิตงานให้ได้ แต่หากผู้หางานคิดบวก และมีความหวังอยู่เสมอ ย่อมจะประสบความสำเร็จในการหางาน ได้ทำงานในฝันสมใจ
By Peung

Sunday, January 4, 2009

สิ่งที่คุณจะได้รับในการอบรม Mind Map




สิ่งที่คุณจะได้รับในการอบรม Mind Map
1. ทำให้คุณเห็นถึงภาพรวมกว้าง ๆ ของหัวข้อใหญ่ หรือขอบเขตของเรื่อง
2. ทำให้คุณสามารถวางแผนเส้นทาง หรือตัดสินใจได้อย่างมี สติ เพราะคุณรู้ว่าคุณอยู่ตรงไหน กำลังจะไปไหน หรือผ่านอะไรมาแล้วบ้าง
3. สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก ลงไว้ในที่เดียวกันได้
4. กระตุ้นให้คิดแก้ไขปัญหา โดยเปิดโอกาสให้คุณมองเห็นวิธีใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์สร้างความเพลิดเพลินในการอ่าน และง่ายต่อการจดจำ
มีอีกเยอะ อยากรู้ถามคนที่เค้าเคยเรียน ใช้อยู่และพยายามจะเรียนรู้ค่ะ

Wednesday, December 3, 2008

*เคยไหม? ภูมิใจกับสิ่งเล็กๆ*

*เคยไหม? ภูมิใจกับสิ่งเล็กๆ*
* *
หลายสิ่งมักจะเกิดขึ้นกับการทำอะไรด้วยตนเองในครั้งแรก ถ้าคุณยังพอจะจำได้ (บ้าง) การปั่นจักรยานเป็น ในวัยเด็ก หรือในตอนที่อายุมากแล้ว แม้ว่าความรู้สึกจริงๆ จะต่างกัน ... แต่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ คงไม่ต่าง
การทำอะไร ก่อนคนวัยเดียวกันทำได้ ก็เช่นกัน การได้เงินเดือนก้อนแรก แม้ว่าจะน้อยนิด และเงินนั้น ก็อยู่ไม่ถึงสิ้นเดือน การโบกรถเมล์ด้วยตนเอง แล้วรถเมล์จอดให้ขึ้น อาหารจานแรกที่ทำเอง แย่ แต่ก็ดีกว่ากินดิน การถูกรางวัลเลขท้ายสองตัว .... จากที่ตามเลขเด็ดมาเป็นปีๆ *การที่คนที่คุณแอบปลื้มมานานในที่ทำงาน ยิ้มให้คุณแค่เพียงเสี้ยววินาทีชีวิต*
คุณรอดจากการสอบตก มาแบบเส้นยาแดง คุณวิ่งขึ้นรถไฟฟ้า พร้อมๆ กับการปิดของประตูอัตโนมัติ คุณขับรถป้ายแดงวันแรก จากบ้านถึงที่ทำงาน โดยไม่ชนใคร (แต่เหงื่อท่วมมือ) คุณเพิ่งแต่งหน้าวันแรก มีคนชมคุณ ตั้งแต่บ้านจนถึงที่ทำงาน
ความสุขเล็กๆ แม้จะเกิดขึ้นแบบวูบๆ วาบๆ บ้าง ความสุขในรูปแบบเหมือนๆ กัน พร้อมจะเกิดกับคนแต่ละคนเสมอๆ การที่เราหัดที่จะพอใจอะไรง่ายๆ สร้างความภูมิใจเล็กๆ ดีกว่า อยู่กับความทุกข์ แม้ความสุขที่เข้ามา ก็มองไม่เห็น
*เรียนรู้ที่จะสอนตัวเองแบบนั้นบ้าง เมื่อเวลาที่รู้สึกแย่ๆ แล้วจะทำให้โลกนี้ น่าอยู่อีกเยอะ * แล้วคุณหละ มีความภูมิใจเล็กๆ อะไรบ้าง

*ด้านมืด กับด้านสว่าง*

*ด้านมืด กับด้านสว่าง*
ชีวิตคนเรามันก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านมืดที่ปกคลุมอยู่ในจิตใจของเรา รอเวลาที่จะปลดปล่อยมันออกมา กับอีกด้านคือด้านสว่างที่มองเห็นด้วยเปลือกตาทั้งสองของทุกๆ คน
ในด้านมืด
อยู่ในส่วนลึกๆ ที่คนยังมีความรู้สึกกิเลสอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโลภ โกรธ หลง ถ้าเราค่อยๆ
ปล่อยออกมาทีละนิด ก็จะไปแสดงในด้านสว่าง แต่ถ้าเราไม่ปล่อยมันก็จะเกาะกินหัวใจของเราทีละนิด ทีละนิด
จนมันเยอะขึ้น เยอะขึ้น แล้วในที่สุดมันก็จะระเบิดออกมาแบบที่น่ากลัวมาก
ในด้านสว่าง
ในบางเรื่องเราก็ดูเหมือนว่าเราทำดี บางเรื่องก็ทำไม่ดี เพราะมีด้านมืดปลดปล่อยออกมาบาง
แต่เมื่อเราค่อยๆ รับมืดกับมันในด้านมืด จิตใจเราก็จะเริ่มสบายขึ้น สบายขึ้น
ในความเป็นมนุษย์ ที่ยังมี ความโลภ โกรธ และหลง ระเริงอยู่ หรือที่เรียกว่ากิเลส เราก็จะรู้สึกถึงความทุกข์ที่ก่อให้เกิดขึ้นมา
เมื่อมีความทุกข์ ความสุขก็จะปิดบังตัวซ่อนอยู่ แต่เวลาที่ความทุกข์มันคลายตัวออก ความสุขก็มักจะมาแทนที่เสมอ
การพูดถึงเรื่องมืด กับสว่างมันง่าย ม้นดูเหมือนง่ายนะที่จะทำให้จิตใจเราเป็นสุขเสมอๆ แต่พอเรามีเรื่องอะไร
บางอย่างมากระทบด้านมืด การหยุดหยั่งไม่ให้คิด โน่นคิดนี่ ก็รู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน
ความคิดที่เกิดขึ้นมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา ถ้าเรา ทำใจในสิ่งที่รู้ว่ามันจะเกิด มันจะทำให้เราคลายได้เร็ว
แต่ถ้าเรามีประสบการณ์น้อย ความคลายมันจะช้าลง
เราต้องสู้ต่อต้านกับด้านมืดและสว่างให้มันสมดุล แล้วเราก็จะสบาย
ฉันก็อยากจะพบกับเส้นทางสายกลางที่ไม่สะทบสะท้านกับอะไรก็ตามที่มาปะทะกับจิตใจ­ได้ง่ายๆ
ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถที่จะไปทางนั้น มันจะเอียงไปทางด้านมืดซะมากกว่าทุกที ใครกระตุ้นอะไรหน่อยก็จะปล่อยมาด้านสว่างเต็มที ทั้งๆ ที่เราควรจะค่อยๆ ปล่อยแล้วรับมือกับมันให้ได้ *ปล. ยิ่งต่อสู้ ก็ยิ่งทำให้เราจิตใจเข้มแข็งแล้วพร้อมที่จะเดินต่อ เพราะในเมื่อเราต้องเกิดมาสร้างสมดุลให้กับโลก แล้วเราจะรีบหนีไปจากโลกทำไม สนุกกับทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นดีกว่าใช่ไหม*
-- ############################
ลดความรุนแรงในความคิด ชีวิตและสังคมเป็นสุข ขอบคุณที่อ่าน
หากเห็นประโยชน์โปรดส่งต่อให้คนที่คุณปราถนาดี อิสระเลือกชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ด้วยตัวคุณเอง ############################

สิ่งที่ตนมีและตนเป็น

สิ่งที่ตนมีและตนเป็น
นานมาแล้ว เทพเจ้าเรียกบรรดาสัตว์มาชุมนุมกัน
เพื่อถามถึงความพอใจในรูปร่างหน้าตาของพวกเขา
" เจ้าลิง เจ้าเป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไว ลองมองดูเพื่อน ๆ ของเจ้าสิ เจ้าอยากมีอะไรเหมือนเขาบ้าง ? " เทพเจ้าถาม
" ข้ารึ .. ทำไมข้าถึงจะต้องการอะไรที่แตกต่างไปจากนี้ละ?
ข้ามิได้มี 4 เท้าเหมือนสัตว์อื่นรึ - หน้าตาข้าไม่ดีเท่าสัตว์อื่นรึ? ดูพี่หมีซิ
เมื่อเทียบกับข้าแล้วเขาดูเหมือนภาพเขียนสีน้ำมันหยาบ ๆ ใครนะช่าเขียนเขาขึ้นมาได้ ? " เจ้าลิงตอบ
เจ้าหมียืนขึ้น 2 เท้า บรรดาสัตว์ต่างคิดว่า เขาคงบ่นถึงความอัปลักษณ์ของตัวเอง แต่มันกลับพูดขึ้นว่า
" ข้าคิดว่า หันไปดูเจ้าช้างดีกว่า ดูสิ หางก็น่าเกลียด หูก็ใหญ่ มันเป็นสัตว์ตัวใหญ่เทอะทะเกินไป "
" ข้าคิดว่าเจ้าปลาวาฬต่างหากที่ทั้งใหญ่ทั้งอ้วน น่าเกลียด" เจ้าช้างตอบ
ส่วนมดก็กล่าวหาว่า ตัวหมัดมีรูปร่างผอมมากจนดูไม่ได้ ในขณะที่มันมีรูปร่างดีที่สุดในบรรดาแมลง
ในที่สุดเทพเจ้าก็รำคาญส่งสัตว์ทั้งหลายกลับเข้าป่าไปเพื่อชื่นชมโอ้อวดตัวเองแ­ละตำหนิผู้อื่น..
.....................
มนุษย์เราก็เช่นกันมิใช่หรือ
คนส่วนมากฉลาดที่จะมองข้อเสียของผู้อื่น และมักมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง
และหากเขามองเห็นข้อเสียของตัวเองก็มักทำเป็นลืมไปเสียโดยเร็ว
เปรียบเสมือนกับคนที่มีกระเป๋า 2 ใบอยู่ ด้านหน้า และ ด้านหลัง
กระเป๋าหลังใส่ความผิดของตัวเองทำให้มองไม่เห็นอย่างถนัด
ส่วนกระเป๋าหน้าใส่ความผิดของผู้อื่น
ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
นิทานเรื่องนี้สอนว่า ถ้าคนเราไม่สามารถที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมีและตนเป็น เขาก็คงไม่พอใจอยู่ดี
แม้ว่าโลกนี้ทั้งโลกเป็นของเขา...
-- ############################ ลดความรุนแรงในความคิด ชีวิตและสังคมเป็นสุข ขอบคุณที่อ่าน ถ้าชอบก็ส่งต่อ ไม่ชอบก็ delete อิสระเลือกชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ด้วยตัวคุณเอง ############################

ใครชอบความสูง...ยกมือขึ้น

ชอบความสูง:เที่ยวเมืองไทย :-) ภูติดอันดับ....... ;-)
1. ดอยอินทนนท์ ( อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ) 2,571 ม.(อยู่หลังสถานีเรดาห์ สูงกว่าตรงป้ายสูงสุดในสยามที่เขียนว่า 2,565 ม. นิดหน่อย) อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวาง 4646 II
2. ดอยผ้าห่มปก (อ.แม่อาย-อ.ฝาง จ.เชียงใหม่) 2,288 ม. (ส่วนมากจะได้ยินว่า 2,285 ม.)จากนิตยสาร WEEKEND หลายปีก่อน ยังไม่มีแผนที่มายืนยัน
3. ดอยหลวงเชียงดาว (อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) 2,175 ม. ( แต่ดูเส้นชั้นความสูงแล้วน่าจะสูงกว่า 2,200 ม.อีก) มียอดข้างเคียงคือ ดอยสามพี่น้อง (2150+- ม.) และดอยหนอกหรือดอยพิระมิด (2,150+-ม.) อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวาง 4747 I
4. เขาขาแข็ง (อ.อุ้มผาง จ.ตาก รอการสำรวจอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง) 2,152+- ม. (อาจเป็นได้ว่าเขาลูกนี้จะแซงดอยหลวงเชียงดาว เข้าป้ายที่ 3) มียอดเขาใกล้เคียงชื่อ เขาใหญ่ (2,022 ม.) อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางพิษณุโลก
5. ดอยลังกาหลวง (รอยต่อ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง) 2,030 ม. มียอดดอยใกล้เคียงคือ ดอยผาโง้ม และ ดอยลังกาน้อย ที่สูงเกือบๆ 1,800 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวางบ้านแม่โถ
6. ดอยผีปันน้ำ (ชายแดน อ.ปัว จ.น่าน กับ สปป.ลาว) 2,079 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางไชยบุรี
7. ดอยโล (ชายแดน กิ่ง อ.บ่อเกลือ จ.น่าน กับ สปป.ลาว ที่อาจอยู่เลยเข้าไปในเขตแดนลาวแล้ว) 2,077 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางไชยบุรี
8. ดอยแฝด (ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่นาย Oat เคยเอาแผนที่มาโชว์ แต่ผมไม่มีแผนที่ระวางนั้น) 2,007 ม. โดยมียอดข้างเคียงที่สูง 2,005 ม.
9. ดอยขุนห้วยโป่ง (อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน - อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) 2,004 ม. มียอดใกล้เคียงคือ ดอยขุนห้วยยา (1,937 ม.) อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวาง 4646 IV 10. ดอยภูคา (อ.ปัว จ.น่าน) 1,980 ม.(น่าจะมีเศษต่อท้ายด้วย) อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางไชยบุรี
10. ดอยผ้าขาว (อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) 1,980 ม. อยู่ระหว่างทางขึ้นดอยอินทนนท์ แต่*งจากยอดอินทนนท์ไกลพอดู อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวาง 4645 I
11. เขาโมโกจู (อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร - อ.อุ้มผาง จ.ตาก) 1,964 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางนครสวรรค์
12. ดอยอ่างขาง (อ.ฝาง จ.เชียงใหม่) 1,939 ม. โดยดูเหมือนจะมียอดที่สูงกว่านี้เล็กน้อยอยู่ใกล้กันในเขตพม่า อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางเชียงราย
13. ดอยลาน (อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน) 1,918 ม. จากนิตยสาร WEEKEND หลายปีก่อน ยังไม่มีแผนที่มายืนยัน
15. ดอยทุม หรือ ดอยตูม (อ.แม่จัน จ.เชียงราย) 1,906 ม. จากนิตยสาร WEEKEND หลายปีก่อน ยังไม่มีแผนที่มายืนยัน
14. เขาเย็น (อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร - อ.พบพระ จ.ตาก ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า) 1,898 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวางพิษณุโลก
15. ดอยหมากส้มขอน (อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน) 1,896 ม. จากนิตยสาร WEEKEND หลายปีก่อน ยังไม่มีแผนที่มายืนยัน
16. ดอยม่อนจอง (อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ - อ.แม่ตื่น จ.ตาก) 1,886 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000 ระวาง อ.ลี้ 1 ปี พิชิตมา 1ดอย อันดับที่ 16 ....ก็ยังดีว่ะ 5555
17. ดอยหัวเสือ (อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่) 1,881 ม. เป็นต้นน้ำของน้ำตกแม่ยะด้วย อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:50,000 ระวาง 4745 IV 18. ดอยภูแว (อ.ปัว จ.น่าน) 1,865 ม. อ้างอิง แผนที่ทหาร 1:250,000
ระวางไชยบุรี--------------------------------------------------------------------------เป็นข้อมูลที่อาจไม่ได้มาตรฐาน...ทางความสูง..แต่ก็เชื่อถือได้ระดับหนึ่งจะได้ปีนป่าย ดั้นด้น กับความสูงที่ชอบ...ได้กี่ภูหว่า ;-)
ขออนุญาตินำมาแบ่งปันให้คนอื่นๆ และขอขอบคุณค่ะ Blog ของคุณ amseen

"8 มุมดีๆ" ในภาวะวิกฤติ

"8 มุมดีๆ" ในภาวะวิกฤติ
ในภาวะวิกฤติที่หลายๆ ธุรกิจกำลังเริ่มเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน และหลายๆ ธุรกิจเริ่มถูกผลกระทบอย่างรุนแรง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อย่างไรก็แล้วแต่ ผมกลับมองเห็น *"มุมดีๆ"*ที่เกิดขึ้นและแทรกตัวอยู่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ และผมเชื่อว่า ผู้นำขององค์กรทุกๆ ธุรกิจ ถ้าลองมองดีๆ ก็จะเห็นประโยชน์ที่เกิดจากมุมดีๆ อย่างที่ผมเห็นเช่นกัน
*มุมดีๆ อันแรก*… เราจะเห็นความระมัดระวัง ในการขับเคลื่อนธุรกิจของผู้นำองค์กร ที่จะคิดก่อนทำ วิเคราะห์ก่อนจ่าย เรียกว่าใช้เงินเป็นมากกว่าตอนภาวะเศรษฐกิจดี ไม่บุ่มบ่าม ไม่ลงทุนแบบเลอะเทอะ หรือมั่นใจแบบไร้สติเหมือนที่เคยทำกันมา
*มุมดีๆ อันที่สอง*.. เราจะเห็นความตื่นตัว เห็นความทุ่มเท เห็นความขยันมากขึ้นของทีมงาน…เพราะเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าขืนขี้เกียจเฉื่อยแฉะเหมือนที่เคยทำในทุกๆ วันที่ผ่านมา ก็จะกลายเป็นพนักงานกลุ่มแรกๆ ที่อาจจะต้องตกงาน เพราะจะมีทั้งบัณฑิตจบใหม่และคนที่ต้องออกจากงาน มาให้เลือกอีกมากในเร็วๆ นี้
*มุมดีๆ อันที่สาม*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นหาไปจนถึงค้นพบ ตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่กำลังตายไปพร้อมภาวะวิกฤติ และเราจะเลิกยึดติดแต่ตลาดเดิมๆ เพื่อเดินไปหาและสร้างตลาดใหม่ๆ ในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่สี่*… มุมนี้สำคัญมากๆ ในความคิดเห็นของผม..เพราะเราจะมีโอกาส "ได้คิดกลยุทธ์ใหม่ๆ" ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพของทั้งตนเองและทีมงานมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแค่อยู่รอด หรือเพื่อให้รุ่ง ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาสและความสามารถที่ท่านจะรีดออกมาจากตัวท่านเองในช่วงนี้
*มุมดีๆ อันที่ห้า*…. เกือบทุกบริษัท จะเริ่มให้ความสำคัญ ให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่ปากแต่ปฏิบัติอีกอย่างในช่วงที่ลูกค้าหาง่าย) เมื่อลองได้ใกล้ชิดและใส่ใจกับลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น ก็จะเริ่มค้นพบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามากยิ่งขึ้น นั่นก็คือโอกาสที่หาได้ยากในภาวะปรกติ
*มุมดีๆ อันที่หก*… หลายๆ บริษัทจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องของสินค้า เพราะค้นพบแล้วว่า สินค้าเดิมไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ๆ ให้มาสนใจ สินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่คือโอกาสที่เกิดจากวิกฤติ
*มุมดีๆ อันที่เจ็ด*… หลายๆ บริษัทจะเริ่มยกระดับการให้บริการ จากเดิมที่ล่าช้าก็ทำให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ไม่มีความแตกต่างกับคู่แข่งก็จะสร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องการบริ การ และบางบริษัทที่เก่งก็จะค้นพบว่า บริการที่ดีสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างทันที
*มุมดีๆ ที่แปด*…หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นพบแล้วว่า…ทีมงานทุกหน่วยงานในองค์กร ใครคือทีมงานที่สร้างคุณค่าให้กับหน่วยงานและองค์กร ใครคือทีมงานที่จะเป็นกำลังหลักในการร่วมกันนำองค์กรฝ่าฟันภาวะวิกฤติ และใครคือทีมงานที่…มักจะเอาตัวรอดหรือโดดหนีทันทีเมื่อเจอพายุกระหน่ำ
มุมดีๆ ยังมีมากกว่านี้…แต่เพียงแค่นี้ ผมก็คิดว่า คุ้มค่าแล้วครับที่เราจะมอง "วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น"ในมุมใหม่ ในทางสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะมานั่งตกอกตกใจแบบกระต่ายตื่นกลัว เสียเวลาเปล่าๆ
เอาเวลาที่จะไปคิดปลดคนก่อนที่จะแก้ไข หรือใช้ศักยภาพคนที่มีอยู่ เอาเวลาที่จะไปนั่งอ่านข่าวแล้วตกใจแบบไร้สติมาคิดมาหา
มามองมุมดีๆ อย่างจริงจังกันดีกว่า..
เพราะถ้ายิ่งมองช้าหรือหาไม่พบ..ก็อาจจะพบจุดจบเหมือนหลายๆ ธุรกิจที่กำลังเป็นก็ได้นะครับ
เรื่อง : ธีรพล แซ่ตั้ง